ถ้าความตายแปลว่าหยุดหายใจ ผมก็ยังไม่เคยตาย เพราะตั้งแต่จำความได้ผมยังไม่เคยหยุดหายใจ หรือแม้แต่ตอนที่ยังจำความไม่ได้ก็เถอะ ผมก็ยังคงเชื่อว่าตนเองไม่เคยหยุดหายใจ ตลอดระยะเวลาสามสิบกว่าปีมานี้ ผมเห็นผู้คนล้มหายตายจากไปจำนวนหนึ่ง ไปงานศพก็มากครั้งอยู่ แต่จำนวนมากเท่ามากของงานศพที่ผมเคยไปร่วมมาไม่ทำให้ผมรู้สึกว่านั่นคือการตายในความหมายของคำว่าจากไป จริงอยู่พวกเขาล้วนจากโลกนี้ จากญาติมิตรคนสนิทและคนรักของเขาไป แต่ส่วนใหญ่ของงานศพเหล่านั้น ผมไม่ใช่แม้แต่ญาติมิตรคนสนิทและคนรักของผู้จากไป ผมเป็นแค่ญาติมิตรคนสนิทหรือคนรักของญาติมิตรคนสนิท หรือคนรักของผู้จากไปอีกที ดังนั้นผมจึงไม่ได้ตระหนักว่าผู้จากไปนั้นได้จากผมไปจริงๆ บ่อยครั้งที่ผมสงสัยว่าทำไมเพื่อนๆ ที่มางานศพด้วยกันใช้เวลานานในการไหว้ศพเมื่อถูกเจ้าภาพเชื้อเชิญ ผมอยากรู้ว่าพวกเขาพูดอะไร หรือมีอะไรให้พูด ผมอยากรู้จริงๆ เพราะผมเป็นคนไหว้ศพเร็วมาก เพราะไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุขคติ เพราะนี่น่าจะเป็นคำอำลาที่ดีสำหรับการจากไป แต่พอหมดประโยคนี้แล้วยังไงต่อผมเองก็อับจนปัญญา เนื่องจากไม่รู้จักผู้ตายเป็นการส่วนตัวมากพอที่จะมีสิ่งใดให้บอกกล่าว ผมเคยถามเพื่อนว่า มึงไหว้นานๆ นี่พูดอะไรกับเขา คำตอบของเพื่อนก็คล้ายกับของผม นั่นคือขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ นั่นสิ แล้วทำไมมึงไหว้นานกว่ากู เพื่อนไม่ตอบแต่กลับด่าว่าผมสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่อง ผมสงสัยว่าผมสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่องอย่างที่เพื่อนบอกจริงหรือ มันจะไม่เข้าเรื่องได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่รู้จักผู้ตายมาก่อน บางครั้งมารู้จักว่าผู้ตายเป็นย่าของเพื่อน พ่อของเพื่อนร่วมงาน หรืออาก๋งของเพื่อนแฟนเก่าเอาก็ในงานนี้เอง เรียกว่าพอรู้จักปุ๊บก็กล่าวคำอำลากันเดี๋ยวนั้นทันที เช่นนั้นแล้วจะมีคำกล่าวอะไรได้อีกนอกจากอวยพรให้การเดินทางครั้งใหม่ของเขาเหล่านั้นเป็นไปด้วยดี
สมมติว่า ถ้าวันนี้หลังจากเขียนบทความชิ้นนี้จบแล้วผมเกิดสิ้นใจตายโดยพลัน กลายเป็นเพียงดวงวิญญาณ และสมมติอีกว่าดวงวิญญาณของผมมีความสามารถพิเศษที่ตอนยังมีชีวิตอยู่ไม่มีนั่นก็คือการล่วงรู้ว่าคนที่มางานศพของผม (หวังว่าคงมีนะ) และเป็นคนที่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนและมาเพื่อให้เกียรติคนสนิทของผมอีกทีนั้นจะกล่าวอะไรกับผม จะมีคนเพี้ยนๆ ที่กล่าวว่าขอให้เดินทางด้วยดีแล้วเปิดตูดลุกหนีไปทันทีเหมือนผมตอนที่ยังหายใจอยู่หรือเปล่า ผมคงได้รู้คำตอบเข้าในสักวันหนึ่ง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเฉียดใกล้ความตายที่มีความหมายมากกว่าการจากไปอยู่จำนวนหนึ่ง สามถึงสี่ครั้งเห็นจะได้
ครั้งแรกเป็นการตายของ ‘แม่คุณ’ ซึ่งเป็นคำที่ผมใช้เรียกยายทวดของผม แม่คุณจากพวกเราไปตอนที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมห้าหรือไม่ก็ประถมหก มันเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในเช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังงัวเงียตื่นนอน พ่อบอกว่าแม่คุณตายแล้ว ผมตั้งสติอยู่พักหนึ่ง แล้วเดินไปที่ช่องแคบระหว่างห้องอันถูกกำหนดให้เป็นที่ทั้งที่นอน ที่กิน ที่อยู่ และที่ขับถ่ายของแม่คุณ ผมไม่พบแม่คุณอยู่ที่นั่น สัมผัสได้แค่กลิ่นอับๆ ของปัสสาวะและกลิ่นหมากพลูซึ่งผมเรียกว่ากลิ่นแม่คุณ พ่อบอกว่าแม่คุณแก่ตายและจากไปอย่างสงบไร้การคร่ำครวญอาวรณ์ใดๆ พ่อบ่นกับผมว่าเสียดายที่ยังทำชีวประวัติของแม่คุณไม่เสร็จ ผมยังจำได้ว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ผมนั่งฟังพ่อซักถามความเป็นมาของแม่คุณ ทำนองว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหน ทำอะไรมาบ้าง แม่คุณหูตึงจึงได้แต่ถามกลับว่า ‘หา…อะไรนะ…หา’ อยู่อย่างนั้น สรุปว่าพ่อและผม (ในฐานะผู้ช่วย) ทำประวัติของแม่คุณไม่สำเร็จ พ่อบอกผมในเช้าวันที่แม่คุณตายว่าเสียดาย ผมเองก็เสียดาย
ครั้งต่อมา เป็นการตายอีกครั้งที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา น้าสาวของผมคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยการทำอัตวินิบาตกรรม เธอใช้เชือกผูกคอและร่างของตัวเองเข้ากับขื่อประตู ผมยังจำภาพนั้นได้ติดตาแม่นยำเป็นอย่างดี เพราะผมเป็นคนอุ้มร่างของเธอลงมาจากขื่อนั้น การเสียชีวิตของน้าสาวถือเป็นการใกล้ชิดความตายมากที่สุดในชีวิตของผม เพราะหลังจากนำเธอลงมา ผมก็อยู่กับร่างไร้วิญญาณของน้าเกือบวันเต็มๆ นับตั้งแต่ไปโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร ย้ายไปอีกโรงพยาบาลเพื่อตกแต่งศพ ก่อนจะนำศพกลับมายังวัดเพื่อจัดงานศพ ผมเพิ่งมาตระหนักรู้ว่าน้าของผมได้จากไปในความหมายของการละทิ้งชีวิตจริงๆ ก็เมื่อนำร่างของเธอกลับมายังวัดในตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อจัดงานสวดศพ สี่-ห้าชั่วโมงก่อนหน้านั้น นับตั้งแต่พบเธอผูกคอตายในตอนสายไปจนอยู่กับเธอในท้ายรถกระบะในช่วงเที่ยงบ่าย ผมคล้ายคนที่ไม่ใช่ตัวเอง ผมไม่ได้ร้องไห้เลยตลอดระยะเวลานั้น (ยกเว้นครั้งแรกที่ได้พบศพ) สมองผมทึบนึกอะไรไม่ออก ไม่รู้สึกหิว และเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ ช่วงเวลานั้นผมใช้มันไปกับการพิจารณาร่างของคนที่เคยมีชีวิต ผมพินิจพิเคราะห์ศพอย่างใกล้ชิด ของเหลวสิ่งปฏิกูลมาจากไหน การเปลี่ยนแปลงของผิวเนื้อผิวหนังเป็นอย่างไร อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะผมไม่เคยอยากทำงานเป็นผู้เก็บศพหรือหน่วยบรรเทาสาธารณะภัย แต่เมื่อผมได้เผชิญหน้าความตายจังๆ ผมกลับไม่มีความนึกคิดอะไรเลย คล้ายกับนั่นเป็นตัวผมที่ไม่ใช่ตัวผม และตัวผมกลับมาเป็นผมคนที่ร้องไห้เสียใจอีกครั้งเมื่อเสร็จภารกิจเดินทางกลับบ้านเพื่อมาอาบน้ำและเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
อีกครั้งที่ไม่อาจเรียกว่าเฉียดใกล้ แต่มันก็ใกล้มากๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อราวสอง-สามปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเช่าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง คืนวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากรุ่นน้องที่อาศัยอยู่ในซอยเดียวกันว่าที่อพาร์ตเมนต์ของผมมีคนตาย คืนนั้นผมกลัวจนนอนหลับไม่สนิท เช้าวันรุ่งขึ้นผมถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ พี่ยามบอกว่ามีคนตายแต่ไม่ใช่ที่นี่ น่าจะเป็นอีกอพาร์ตเมนต์หนึ่ง ผมโล่งอกสบายใจและโทรศัพท์ไปด่ารุ่นน้องที่ปล่อยข่าวลือคนนั้นแล้วผมก็ลืมเรื่องนี้ไป หลังจากนั้น วันหนึ่งผมคุยกับน้องที่อาศัยอยู่ห้องข้างๆ เชิงสัพเพเหระ ไม่มีสาระอะไรจริงจัง และเธอก็เล่าข่าวลือให้ผมฟังว่าห้องชั้นบนที่อยู่เหนือห้องผมนั้นปิดประตูมาเป็นเดือนแล้ว ไม่มีใครเปิดเพื่อเข้าออก แต่คนที่อยู่ข้างๆ ล้วนยืนยันว่าได้ยินว่ามีคนใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ผมหัวเราะให้กับเรื่องนี้ แถมยังคิดแผลงๆ ว่าหรือผมควรจะปีนระเบียงหลังห้องผมขึ้นไปดูดีไหมว่ามีใครขังตัวเองอยู่ในนั้น หลังจากนั้นพักใหญ่ๆ ผมก็ย้ายออกจากที่นั่น
เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ผมได้พบน้องข้างห้องโดยบังเอิญ เธอเท้าความถึงเรื่องที่เราเคยคุยกัน และยังรายงานความคืบหน้าว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากผมย้ายออกไป เรื่องก็คือมีศพอยู่ในนั้น สันนิษฐานว่าสาวเจ้าคงฆ่าตัวตายด้วยเรื่องเดิมๆ นั่นคือผิดหวังในความรัก เธอห้อยตัวอยู่เหนือห้องผมอยู่เกือบเดือนจนเริ่มมีกลิ่นเหม็นกระจายออกมา ผมขนลุก สิ่งที่รุ่นน้องคนนั้นบอกเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์นี้ไม่ได้บอกอะไรนอกจากมีคนเสียชีวิตอยู่เหนือหัวผมเกือบเดือน
เมื่อไม่นานนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งถึงแก่อสัญกรรม ผมใจหายเมื่อรู้ข่าว ผมไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวและไม่ได้ไปงานศพ ผมคิดว่าถ้าได้ไปงานศพผมจะไหว้ศพของท่านแล้วบอกว่าอะไรอีกนอกจากขอให้ดวงวิญญาณของท่านเดินทางไปสู่สัมปรายภพ ผมอยากจะบอกว่าผมนิยมชมชอบท่านในบางส่วน และบางส่วนก็ต้องยอมรับตามตรงว่าไม่ใคร่นิยมนัก ผมเชื่อว่าหากท่านรับรู้ได้ทางดวงวิญญาณ ท่านคงเข้าใจ รับได้และให้อภัยผม ผมจำได้ว่าท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าเราไม่สามารถทำให้คนทุกคนรักเราได้ คนที่ไม่ชอบเราก็อาจจะมีเช่นเดียวกับคนที่รัก
ผมสงสัยอีกว่า หากคนที่เราไม่ใคร่ศรัทธานักจากไป หัวใจเราพอจะมีที่ว่างมากพอในการละวางความชังนั้นได้หรือไม่ หรือความชังย่อมเป็นความชังต่อไปไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ผมสงสัยมากขึ้นเมื่อพบว่ามีคนถามผมว่าผมรู้สึกอย่างไร ผมถามกลับว่าแล้วเขาล่ะรู้สึกอย่างไร แล้วเราก็เปลี่ยนเรื่องคุย ถ้าไม่เปลี่ยนเรื่องคุยคำตอบของผมคือรู้สึกใจหาย ต่อมาพบก็พบว่าน้องอีกคนหนึ่งตั้งชื่อเอ็มเอสเอ็นของเขาทำนองว่าไปที่ชอบที่ชอบ ผมนึกอยากถาม (แต่ไม่ได้ถาม) ว่าไปที่ชอบที่ชอบนี้ แปลว่าอะไรได้อีก มันมีน้ำเสียงแบบไหน มากกว่านั้นผมสงสัยนักว่าหัวใจของน้องคนนั้นกว้างยาวมากแค่ไหน ผมสรุปไปเองว่ามันคงคับแคบน่าดู แต่เขายังเด็ก สุดท้ายผมให้อภัยกับความไม่รู้เดียงสาของเขา แต่ทั้งหมดนี้ผมคิดเอง สรุปเองทั้งสิ้น ผมอาจผิดตั้งแต่แรก น้องเขาอาจมีจิตใจงามกว่าผมนัก
เมื่อหัวคำที่ผ่านมา ผมมองแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ผมทำเกือบทุกวัน บ่อยครั้งผมคิดเรื่องความตาย แต่วันนี้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนสมัยมัธยมของผมคนหนึ่งโดดสะพานซังฮี้ตาย ศพไปลอยขึ้นที่ท่าน้ำพรานนกและเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันถัดมา หลังจากนั้นทุกครั้งที่ผมและเพื่อนๆ นัดเจอกัน เราจะพูดถึงมันเสมอ บางคนรินเหล้าเผื่อมัน บางคนก็ใช้มันไปทำนู่นซื้อนี่ เหมือนตอนที่ยังอยู่ด้วยกัน มันมักจะเป็นคนที่เพื่อนๆ บังคับให้ทำอะไรอะไรเสมอ เพราะมันขัดใจเพื่อนไม่เป็น ในวงเหล้าเพื่อนอีกคนหนึ่งก็จะพูดว่า ดีใจจริงๆ เพื่อนเราได้ลงหน้าหนึ่ง แล้วเราก็จบด้วยเสียงหัวเราะ ไม่มีกลิ่นธูป ไม่มีปาฏิหาริย์ เหล้าแก้วนั้นไม่ได้พร่อง ถ้าจะพร่องก็เพราะใครหยิบไปดื่มเอง ไม่ใช่เพราะเรื่องที่น่าขนลุกอย่างใด ผมไม่รู้ว่าเพื่อนอยู่กับเราในวงเหล้าหรือเปล่า แต่ในช่วงเวลาหนึ่งผมมั่นใจว่ามันมีตัวตนอยู่ในหัวใจของพวกเรา เพื่อนทุกคน เราเคยใช้ชีวิตร่วมกับมันมา
ผมยังไม่ตาย ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ หรือตายแบบใด ถ้าเลือกได้ผมอยากตายอย่างแม่คุณ แต่ก็ไม่อยากให้แก่เท่าแม่คุณแล้วค่อยตาย เพราะผมไม่คิดจะผลิตลูกหลานไว้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ดังนั้นสักหกสิบแล้วนอนนิ่งสิ้นใจไปเองก็พอแล้ว ผมไม่อยากเป็นภาระใครมากเกินไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
ในความหมายของการจากไป ผมอยากจากไปอย่างสงบเงียบ อันที่จริงถ้าไม่มีอะไรต้องจัดการในตอนนี้ ผมก็พร้อมจะจากไป ขอเวลาผมบอกลาผู้คนในชีวิตสักอาทิตย์ (คิดว่าพอ) ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรมากไปกว่าปัญหาที่มีอยู่ และผมคงไม่ตายเพราะปัญหานี้ ผมไม่อยากตายเพราะแพ้
ผมอยากตาย-จากไป เพราะเหตุผลเดียวคือหยุดหายใจ
ต๊าย…ตาย
Posted in Uncategorized
มีเฟซบุคแล้ว
แม้จะมีความขี้เกียจทำอะไรวุ่นวายเป็นทุนเดิม แต่ในที่สุดอุเบกขาแห่งการไม่ใช้เฟซ บุค หรือทวิตเตอร์อะไรทำนองนี้ก็เป็นอันขาดสะบั้น เพราะใครๆ ก็บอกว่าใช้เถิด แล้วจะเกิดผล อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่กำลังร่อแร่เต็มที
เอาล่ะ สำนักพิมพ์มหาสมุดมีเฟซบุคแล้วครับ แอดเมลตามนี้ละครับ tarnarok@hotmail.com น่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสื่อสาร
ส่วนที่นี่ก็ยังไม่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า มีอะไรจะมายบอกกล่าวเหมือนเคย
Posted in Uncategorized
ขอบคุณครับ
จบลงไปอีกครั้งสำหรับ มหกรรมหนังสือฯ ประจำปีนี้ และเป็นอีกครั้งที่ สนพมหสม (สำนักพิมพ์มหาสมุด) ได้รับความกรุณาจากพี่ เพื่อน น้องๆ บูธต่างๆ ที่ให้เรานำหนังสือและของจุกจิกไปฝากขาย กระผม-เผ่าจ้าว ที่กำลังใจดีขึ้นมาอีกเยอะในนามของภาคีมหาสมุดทุกท่านขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้
พี่แป๊ด ดวงฤทัย แห่งสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด ที่เอื้อเฟื้อพื้นที่ฝากขาย และอนุญาตให้พวกเราไปพบปะผู้อ่าน พี่ปอ นิวัตและพี่เอื้อ อัญชลี แห่งอัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ ที่ให้ฝากขาย เช่นเดียวกับพี่เล็ก น้องนิก แห่งบูธโอเพ่นที่เอื้อเฟื้อให้ฝากขาย และฝากความระลึกถึงนี้ไปยังพี่น้องชาวโอเพ่นทุกท่าน (ผมจะติดตามรายการพี่ครับ พี่โญ) ขอบคุณจีรวุฒิ แห่งสำนักพิมพ์มาร์สสำหรับโอกาสและความไว้วางใจ พ่วงด้วยพื้นที่ฝากขายและยังเอื้อเฟื้อให้ที่พักขาแลเพื่อนคุยทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามสาวอย่างหมวยลี่ น้องเม และน้องเน ที่ขายหนังสือเก่งราวกับจบโทมาทางนี้ (กรุณาดูรูปประกอบ) ขอบคุณเพื่อนนักเขียนทุกท่านที่ใช้โอกาสร่วมพูดคุย ปรับทุกข์ และสนทนากันด้วยมิตรภาพ ขอบคุณคุณยุ้ย สฤณี และสิบเดซิเบลที่มีน้ำใจช่วยเหลือครับ อืม…ชักรู้สึกเหมิอนนักร้องเขียนคำขอบคุณในปกเทปเข้าไปทุกที ไหนๆ แล้วก็เอาอีกหน่อย ขอบคุณเต๋อและก่อที่สละเวลามาพบผู้อ่านด้วยกัน ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อุดหนุน ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่เพื่งรู้จักกันอย่างคุณดาด้าผู้ติดตามมาให้กำลังใจและน้องพลอย (จำชื่อผิดขออภัย) ผู้มาเขินเป็นอาทิ เอาเป็นว่าผมขอบคุณครับ เชื่อว่าคงได้รับความกรุณาและคงได้เจอกันอีกในโอกาสต่อไป
สุดท้ายเอารูปมาลงให้ดูเล่นๆ

เต๋อและก่อ มันแจกลายเซ็นเหมือนกำลังลอกการบ้านกัน
สามสาวในตำนานแห่งบูธสำนักพิมพ์มาร์ส

หมวยลี่- ผู้รอ (เ)คนมาชวนไปเจียราง

เมย์- มหารานีแห่งการขายหนังสือ

น้องเน- ผู้สุขสันต์วันเกิด

สุดท้าย รูปไอ้เผ่าฯ เอง โดยความอนุเคราะห์ชักภาพโดยน้องเน
Posted in Uncategorized
หนังสือใหม่มหาสมุด และยืนยลบนไหล่ยักษ์ ในงานมหกรรมหนังสือฯ
แม้จะเป็นเรื่องไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่คนทำหนังสือบ้านเราก็นิยมทำกันปีละสองครั้งเหมือนทำนาปี-นาปรังยังไงยังงั้น ต้นปีที ปลายปีที มหาสมุดเราก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ เงินทุนอะไรก็ไม่ค่อยมีกับเขาหรอก
เอาล่ะ นี่คือหนังสือเล่มใหม่ของมหาสมุดในช่วงนาปรังของปีนี้

ไทยจัง! โดยเต๋อ- นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์และก่อ-ชาคร ไชยปรีชา สองนักวิจารณ์ภาพยนตร์ฝีมือดี ที่นำเสนอความเซอร์เรียลต่างๆ อันเข้าใจได้บ้างไม่ได้บ้างของสังคมไทย เช่นวัฒนธรรมการกินหมูกะทะเกาหลี การนั่งหัวโต๊ะจ่าย ขอบพิซซ่า ความย้อนแย้งของการกินกะเพราไก่ไข่ดาว ผัดซีอิ๊วเส้นหมี่ ไปจนถึงการชมภาพยนตร์ร่วมกันหน้าร้านโฮมเธียเตอร์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนั้นรับประกันความฮา เพราะคนทำอ่านขำน้ำตาเล็ดเสียจริตมาหลายรอบแล้ว

ส่วนเล่มนี้ชื่อ ทานยาหลังอาหารแล้วดื่มน้ำตามากๆ ของเต้-จิราภรณ์ วิหวา ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร a day ที่มาพร้อมกับสิบเรื่องสั้นบำบัดสำหรับคนไม่ถนัดการฟูมฟาย เอามาอวดก่อน เพราะยังไม่มีขายในงานมหกรรมฯ ปีนี้ เนื่องจากพิมพ์ไม่ทัน คาดว่าน่าจะออกปลายปี เหมือนจะเป็นการเตือนตนเองกลายๆ ว่าทำหนังสือออกช่วงอื่นบ้างก็ได้
ไทยจัง! และเล่มเก่าๆ ของมหาสมุดได้แก่ คุยคุ้ยเขี่ย, ปัดรำคาญ และ ทำไมจะไม่คิดถึง มีขายในงานมหกรรมหนังสือฯ 15- 25 ตุลาคมนี้ (สิบโมงถึงสามทุ่ม) แน่นอน ในราคาลดจากราคาปก 10 % ทุกเล่ม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธต่อไปนี้

สุดท้ายขอพ่วงแนะนำหนังสือใหม่ของตัวเองที่ออกกับสำนักพิมพ์อื่น (อืม…งงอยู่เหมือนกัน) นั่นคือ ยืนยลบนไหล่ยักษ์ รวมบทสัมภาษณ์คัดสรรของไอ้เผ่าฯ จากนิตยสาร Hamburger, a day และ GM ที่มีทั้งแบบเต็มๆ และบทคัดตัดย่อมา เพราะถ้าลงครบหมดคงหนาเท่าสมุดโทรศัพท์ ยังไงก็ฝากด้วย หาซื้อได้ที่บูธสำนักพิมพ์ มารส์ พับลิชชิ่ง (K02) เพลนนารี ฮอลล์, บูธ อัลเทอร์เนทีฟ ไรเตอร์ (O15) โซน C1, บูธฟุลสตอป (J06) เพลนนารี ฮอลล์ และบูธคมบาง (M32) โซน C1 นะ ส่วนไอ้เผ่าฯ จะไปพบปะผู้อ่านเพื่อประชาสัมพันธ์หนังสือเล่มนี้ที่บูต มาร์ส ในวันศุกร์ที่ 23 ตค ห้าโมงเย็น
เช็ควันเวลานัดดังกล่าวทั้งหลายแล้วไปเจอกัน

Posted in Uncategorized
มหาสมุดในถุงผ้า!

นานๆ จะมีกิจกรรมส่งเสริมการขายกับเขา เอาซะหน่อย
พิเศษ! สั่งซื้อหนังสือมหาสมุด (เฉพาะ ปัดรำคาญ, คุยคุ้ยเขี่ย และทำไมจะไม่คิดถึง) ตอนนี้ รับฟรี ถุงผ้างุงิแฮนด์เม้ด ทำใหม่ๆ สดๆ ชนิดเพิ่งนั่งรถไปซื้อผ้าจากสำเพ็งมาตัดเย็บกันเลยทีเดียว น่ารักมาก (ดูรูปประกอบ) เอาไว้ใส่หนังสือมหาสมุด (หรือสำนักพิมพ์อื่นก็ได้ ใจกว้าง) พกไปอ่านเก๋ๆ ในรถไฟฟ้า รถใต้ดิน (ไม่แนะนำให้อ่านบนเรือ เพราะเดี๋ยวจะเปียกทั้งหนังสือทั้งถุงผ้า) ได้อย่างดูดี มีสไตล์


วิธีการสั่งซื้อก็ง่ายแสนง่าย เพียงเขียนอีเมลมาที่ mahasmoodbooks@gmail.com ระบุมาว่าจะซื้อเล่มไหน (หรือถ้าอยากได้ลายเซ็นของไอ้เผ่าฯ ก็ให้ระบุมาด้วย แต่ของพี่จ้อยกับของนก-สุรชัยนั้นคงไม่ได้นะ ตามตัวยากทั้งคู่) พร้อมทั้งชื่อ เบอร์โทรฯ ที่อยู่ในการจัดส่ง แล้วจะติดต่อทางอีเมลกลับไป เป็นอันเรียบร้อย
วงเล็บมุมซองว่า ถุงผ้ามีน้อย เพราะเป็นงานทำมือ เข็มแทงนิ้วคนทำเลือดซิบหมดแล้ว หมดแล้วก็อาจจะหมดเลย แต่ถ้าฮึดก็อาจจะทำใหม่เอาดื้อๆ เอาแน่อะไรไม่ได้หรอก ดังนั้นสั่งก่อนก็ย่อมได้เปรียบนะ
Posted in Uncategorized
