Posted by: chakkraphan | October 25, 2009

ขอบคุณครับ

จบลงไปอีกครั้งสำหรับ มหกรรมหนังสือฯ ประจำปีนี้ และเป็นอีกครั้งที่ สนพมหสม (สำนักพิมพ์มหาสมุด) ได้รับความกรุณาจากพี่ เพื่อน น้องๆ บูธต่างๆ ที่ให้เรานำหนังสือและของจุกจิกไปฝากขาย กระผม-เผ่าจ้าว ที่กำลังใจดีขึ้นมาอีกเยอะในนามของภาคีมหาสมุดทุกท่านขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้

พี่แป๊ด ดวงฤทัย แห่งสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด ที่เอื้อเฟื้อพื้นที่ฝากขาย และอนุญาตให้พวกเราไปพบปะผู้อ่าน พี่ปอ นิวัตและพี่เอื้อ อัญชลี แห่งอัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ ที่ให้ฝากขาย เช่นเดียวกับพี่เล็ก น้องนิก แห่งบูธโอเพ่นที่เอื้อเฟื้อให้ฝากขาย และฝากความระลึกถึงนี้ไปยังพี่น้องชาวโอเพ่นทุกท่าน (ผมจะติดตามรายการพี่ครับ พี่โญ) ขอบคุณจีรวุฒิ แห่งสำนักพิมพ์มาร์สสำหรับโอกาสและความไว้วางใจ พ่วงด้วยพื้นที่ฝากขายและยังเอื้อเฟื้อให้ที่พักขาแลเพื่อนคุยทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามสาวอย่างหมวยลี่ น้องเม และน้องเน ที่ขายหนังสือเก่งราวกับจบโทมาทางนี้ (กรุณาดูรูปประกอบ) ขอบคุณเพื่อนนักเขียนทุกท่านที่ใช้โอกาสร่วมพูดคุย ปรับทุกข์ และสนทนากันด้วยมิตรภาพ ขอบคุณคุณยุ้ย สฤณี และสิบเดซิเบลที่มีน้ำใจช่วยเหลือครับ อืม…ชักรู้สึกเหมิอนนักร้องเขียนคำขอบคุณในปกเทปเข้าไปทุกที ไหนๆ แล้วก็เอาอีกหน่อย ขอบคุณเต๋อและก่อที่สละเวลามาพบผู้อ่านด้วยกัน ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อุดหนุน ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่เพื่งรู้จักกันอย่างคุณดาด้าผู้ติดตามมาให้กำลังใจและน้องพลอย (จำชื่อผิดขออภัย) ผู้มาเขินเป็นอาทิ เอาเป็นว่าผมขอบคุณครับ เชื่อว่าคงได้รับความกรุณาและคงได้เจอกันอีกในโอกาสต่อไป

สุดท้ายเอารูปมาลงให้ดูเล่นๆ

PIC_0694

เต๋อและก่อ มันแจกลายเซ็นเหมือนกำลังลอกการบ้านกัน

สามสาวในตำนานแห่งบูธสำนักพิมพ์มาร์ส

lilly

หมวยลี่- ผู้รอ (เ)คนมาชวนไปเจียราง

Pmay

เมย์- มหารานีแห่งการขายหนังสือ

nay

น้องเน- ผู้สุขสันต์วันเกิด

IMG00061-20091025-2010

สุดท้าย รูปไอ้เผ่าฯ เอง โดยความอนุเคราะห์ชักภาพโดยน้องเน

แม้จะเป็นเรื่องไม่ค่อยถูกต้องนัก แต่คนทำหนังสือบ้านเราก็นิยมทำกันปีละสองครั้งเหมือนทำนาปี-นาปรังยังไงยังงั้น ต้นปีที ปลายปีที มหาสมุดเราก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ เงินทุนอะไรก็ไม่ค่อยมีกับเขาหรอก

เอาล่ะ นี่คือหนังสือเล่มใหม่ของมหาสมุดในช่วงนาปรังของปีนี้

thai jung

ไทยจัง! โดยเต๋อ- นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์และก่อ-ชาคร ไชยปรีชา สองนักวิจารณ์ภาพยนตร์ฝีมือดี ที่นำเสนอความเซอร์เรียลต่างๆ อันเข้าใจได้บ้างไม่ได้บ้างของสังคมไทย เช่นวัฒนธรรมการกินหมูกะทะเกาหลี การนั่งหัวโต๊ะจ่าย ขอบพิซซ่า ความย้อนแย้งของการกินกะเพราไก่ไข่ดาว ผัดซีอิ๊วเส้นหมี่ ไปจนถึงการชมภาพยนตร์ร่วมกันหน้าร้านโฮมเธียเตอร์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนั้นรับประกันความฮา เพราะคนทำอ่านขำน้ำตาเล็ดเสียจริตมาหลายรอบแล้ว

tear-cover

ส่วนเล่มนี้ชื่อ ทานยาหลังอาหารแล้วดื่มน้ำตามากๆ ของเต้-จิราภรณ์ วิหวา ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร a day ที่มาพร้อมกับสิบเรื่องสั้นบำบัดสำหรับคนไม่ถนัดการฟูมฟาย เอามาอวดก่อน เพราะยังไม่มีขายในงานมหกรรมฯ ปีนี้ เนื่องจากพิมพ์ไม่ทัน คาดว่าน่าจะออกปลายปี เหมือนจะเป็นการเตือนตนเองกลายๆ ว่าทำหนังสือออกช่วงอื่นบ้างก็ได้ 

ไทยจัง! และเล่มเก่าๆ ของมหาสมุดได้แก่ คุยคุ้ยเขี่ย, ปัดรำคาญ และ ทำไมจะไม่คิดถึง มีขายในงานมหกรรมหนังสือฯ 15- 25 ตุลาคมนี้ (สิบโมงถึงสามทุ่ม) แน่นอน ในราคาลดจากราคาปก 10 % ทุกเล่ม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  บูธต่อไปนี้

โอเพ่นบุ๊คส์ โซน Plenary Hall บูธ K05
ระหว่างบรรทัด โซน Atrium บูธ W01
อัลเทอร์เนทีฟ ไรเตอร์ โซน C1 บูธ O15
มารส์ พับบลิชิ่ง โซน Plenary Hall บูธ K02
และที่ อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ โซน C2 บูธ Q23
ที่สำคัญมีถุงผ้ามหาสมุดให้ซื้อกันด้วย (เฉพาะบูธระหว่างบรรทัด) ราคา 49 บาท เมื่อซื้อพร้อมกับหนังสือมหาสมุด และ 79 บาทหากแยกซื้อต่างหาก
ms promotion1
ส่วนใครที่อยากพบปะ (ใช้คำว่าพบปะนะ ไม่อยากใช้คำว่าแจกลายเซ็นเพราะเขิน กลัวว่าเอาเข้าจริงจะเซ็นกันเอง ฮากริบกันเอง) กับนักเขียนอาทิ นวพล, ชาคร, สุรชัย หรือแม้แต่พี่จ้อย นราและไอ้เผ่าฯ นั้นไปเจอกัน วันอาทิตย์ที่ 25 เวลาบ่ายโมง

 

สุดท้ายขอพ่วงแนะนำหนังสือใหม่ของตัวเองที่ออกกับสำนักพิมพ์อื่น (อืม…งงอยู่เหมือนกัน) นั่นคือ ยืนยลบนไหล่ยักษ์ รวมบทสัมภาษณ์คัดสรรของไอ้เผ่าฯ จากนิตยสาร Hamburger, a day และ GM ที่มีทั้งแบบเต็มๆ และบทคัดตัดย่อมา เพราะถ้าลงครบหมดคงหนาเท่าสมุดโทรศัพท์ ยังไงก็ฝากด้วย หาซื้อได้ที่บูธสำนักพิมพ์ มารส์ พับลิชชิ่ง (K02) เพลนนารี ฮอลล์, บูธ อัลเทอร์เนทีฟ ไรเตอร์ (O15) โซน C1, บูธฟุลสตอป (J06) เพลนนารี ฮอลล์ และบูธคมบาง (M32) โซน C1 นะ ส่วนไอ้เผ่าฯ จะไปพบปะผู้อ่านเพื่อประชาสัมพันธ์หนังสือเล่มนี้ที่บูต มาร์ส ในวันศุกร์ที่ 23 ตค ห้าโมงเย็น

 

เช็ควันเวลานัดดังกล่าวทั้งหลายแล้วไปเจอกัน 

giant-for-web

Posted by: chakkraphan | September 13, 2009

มหาสมุดในถุงผ้า!

ms promotion

นานๆ จะมีกิจกรรมส่งเสริมการขายกับเขา เอาซะหน่อย

พิเศษ! สั่งซื้อหนังสือมหาสมุด (เฉพาะ ปัดรำคาญ, คุยคุ้ยเขี่ย และทำไมจะไม่คิดถึง) ตอนนี้ รับฟรี ถุงผ้างุงิแฮนด์เม้ด ทำใหม่ๆ สดๆ ชนิดเพิ่งนั่งรถไปซื้อผ้าจากสำเพ็งมาตัดเย็บกันเลยทีเดียว น่ารักมาก (ดูรูปประกอบ) เอาไว้ใส่หนังสือมหาสมุด (หรือสำนักพิมพ์อื่นก็ได้ ใจกว้าง) พกไปอ่านเก๋ๆ ในรถไฟฟ้า รถใต้ดิน (ไม่แนะนำให้อ่านบนเรือ เพราะเดี๋ยวจะเปียกทั้งหนังสือทั้งถุงผ้า) ได้อย่างดูดี มีสไตล์

ms promotion

detail

วิธีการสั่งซื้อก็ง่ายแสนง่าย เพียงเขียนอีเมลมาที่ mahasmoodbooks@gmail.com ระบุมาว่าจะซื้อเล่มไหน (หรือถ้าอยากได้ลายเซ็นของไอ้เผ่าฯ ก็ให้ระบุมาด้วย แต่ของพี่จ้อยกับของนก-สุรชัยนั้นคงไม่ได้นะ ตามตัวยากทั้งคู่) พร้อมทั้งชื่อ เบอร์โทรฯ ที่อยู่ในการจัดส่ง แล้วจะติดต่อทางอีเมลกลับไป เป็นอันเรียบร้อย

วงเล็บมุมซองว่า ถุงผ้ามีน้อย เพราะเป็นงานทำมือ เข็มแทงนิ้วคนทำเลือดซิบหมดแล้ว หมดแล้วก็อาจจะหมดเลย แต่ถ้าฮึดก็อาจจะทำใหม่เอาดื้อๆ เอาแน่อะไรไม่ได้หรอก ดังนั้นสั่งก่อนก็ย่อมได้เปรียบนะ

Posted by: chakkraphan | September 9, 2009

Only in theaters (จริงๆ)

ชีวิตช่วงนี้สามารถอธิบายด้วยศัพท์สมัยนิยมอย่างคำว่า ‘งานเข้า’ ได้อย่างเต็มปาก เพราะอยู่ๆ ก็มีงานเข้ามาให้ทำพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย บ้างเป็นงานจ้าง บ้างเป็นงานของตัวเอง บ้างก็เป็นงานที่มิตรสหายเอ่ยปากขอให้ช่วย ทั้งหมดนั้นเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ยอมออกไปเสียที แม้จะพยายามขับไล่ไปให้พ้นๆ ตัวเท่าไหร่ มันก็ไม่ไปง่ายดังใจนึกนัก ที่ทำได้จึงได้แค่ทำใจและตั้งหน้าตั้งตาทำไปทีละอย่าง ทีละอย่าง คาดว่าคงเสร็จในเร็ววัน (นะทุกท่านที่รอเราอยู่)

ผลจากอาการงานเข้านี้ ทำให้รู้สึกเครียดและสมองตีบตันคิดอะไรไม่ออกอยู่เป็นระยะ ดังนั้นเพื่อรักษาอาการสมองตันนี้ เราจึงบำบัดด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างการดูหนังแผ่นอันชื่อได้ว่าเป็นวิธีการผ่อนคลายที่ง่ายที่สุดในครัวเรือน ว่าแล้วจึงหยิบแผ่นหนังดีวีดีทั้งหนังอาร์ต หนังฮอลลีวูด หนังไทย หนังอินเดีย หนังเหี้ย-หนังห่าอะไรทั้งหลายมาดูคลายเครียด ผลปรากฏว่ามันก็คลายเครียดได้จริงๆ ด้วย (โอ้ พระพุทธ!)

ผลจากการดูหนังคลายเครียดนี้ ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า มีเหตุการณ์บางอย่าง ท่าทีบางประเภท และอากัปกริยาบางชนิดที่หาชมได้ในภาพยนตร์เท่านั้น (อันนี้อาจเหมารวมละคร หรือมิวสิควีดีโอด้วยก็ได้) ไม่สามารถหาชมหรือกระทำได้โดยง่าย (หรืออาจไม่ได้เลย) ในชีวิตจริง การมีอยู่ของสิ่งที่ไม่มีอยู่ในชีวิตจริงเหล่านี้เป็นเสมือนคำยืนยันว่า หนังได้ทำหน้าที่พาเราหลบหนีความจริงไปชั่วขณะได้จริงๆ แม้ดินแดนใหม่ที่เราถือวีซ่าอยู่ชั่วคราวสองชั่วโมงกว่าๆ นั้น จะประกอบด้วยเรื่องที่ทำไม่ได้จริงและไม่มีใครทำจริงก็ตาม

ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราค้นพบในการบำบัดตัวเองด้วยภาพยนตร์

- ในฉากไล่ล่า การเรียกแท็กซี่แล้วสั่งคนขับว่า ‘ตามรถคันหน้าไป’ ทำไม่ได้หรอก มึงจะให้ตามคันไหน รถวิ่งขวักไขว่ขนาดนั้น (ขอชื่นชมทีมพากย์พันธมิตรที่พากย์ฉากนี้ใน The Accidental Spy ของพี่แจ๊คกี้ ชานแบบประชดประชันได้โคตรฮา คือเขาพากย์ว่า ‘อีนี่ คงไม่ตามรถคันหลังหรอกจ้ะนาย’ แม่งเป็นแขกอย่างไม่มีเหตุผลด้วยนะ)

-  ในฉากหักเหลี่ยม หรือฉากวางแผน มักจะมีกระดานหมากรุกที่ยังเล่นค้างไว้ให้ตัวละครขยับหมากไปยังตำแหน่งรุกฆาตอยู่เสมอ มันมาตั้งแต่เมื่อไหร่

- เมื่อฝนตก และอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องกางร่ม เราจะไม่พบร่มที่แถมจากธนาคาร แถมจากบริษัทประกันภัย หรือแถมจากสินค้าอื่นๆ เลย มากกว่านั้น คนในโลกเซลลูลอยด์ไม่มีใครใช้ร่มพับจิ๋ว 69 บาทที่ขายกันแถวอนุสาวรีย์ชัยอีกด้วย

- ทำไมดื่มนำเย็นแล้วร้อง ‘อ้าาา…ชื่นใจ’ ครั้นพอดื่มกาแฟร้อนๆ ก็ต้องใช้สองมือประคองให้ดูอบอุ่น

- แต่ในหนังจอมยุทธ์ ที่มักได้สุราดีๆ มาร่ำรำพันกันเสมอ ปัญหาคือข้องใจว่าทั้งที่ปากก็พร่ำบ่นว่า สุราดี พันปี หิมะ ฯลฯ แต่ทำไมมึงกินทิ้งกินขว้างกันนักวะ ความเป็นจริง แค่เหล้าธรรมดา เราก็แทบจะขอดขวดกินกันอย่างไม่อยากหยดลงพื้นสักหยดกันอยู่แล้ว 

- ห้องหับในหนังเกาหลี มักไม่มีฝุ่น ไม่มีตะกร้าผ้าที่ยังไม่ได้ซัก และไม่มีของรกๆ

- เจ้าพ่อในหนังมาเฟีย มักเปิดผับที่อบอวลไปด้วยเพลงแจ๊ซ ในความเป็นจริงทราบมาว่าเจ้าพ่อส่วนใหญ่นิยมเพลงยูโรแดนซ์มากกว่า 

- หัวหน้าหน่วยจู่โจมมักสั่งให้ทีมเอไปทางซ้าย ทีมบีไปทางขวา (ปีเตอร์ คุณตามผมมา!) และตั้งนาฬิกาให้ตรงกัน ในชีวิตจริงเขาทำกันอย่างนี้หรือเปล่าอันนี้ไม่ทราบ แต่อยากรู้

- ในฉากปล้นธนาคาร หัวหน้ากลุ่มจะต้องปีนขึ้นไปบนเคาน์เตอร์เสมอ มึงอยากเป็นโคโยตี้ทำไมไม่บอก

- ในประเทศแถบเอเชียอาคเนย์ เป็นเรื่องเสี่ยงและใจถึงเกินไปที่จะวางแบงค์ไว้ที่เคาน์เตอร์เป็นค่าสก๊อตช์วิสกี้แล้วจากไปอย่างไม่ต้องเหลียวมามองว่าจะมีคนมาฉกไปก่อนบริกรหรือเปล่า

- ในฉากลอบสังหาร มักพบคนที่มีความหมายมากๆ กับตัวมือปืนไปไหนมาไหนกับคนที่เป็นเป้าหมายทุกที

- ในหนังญี่ปุ่น ลมมักจะพัดมาพร้อมความหมายอะไรบางอย่างเสมอ และสิ่งแรกที่ตัวละครทำคือเหม่อลอย โดยลืมคิดไปว่าเราควรเก็บผ้า

- ในหนังกีฬา คำพูดของคนที่มีความหมายมักลอยเข้ามาในหัวเฉพาะตอนกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ แต่นักกีฬาส่วนใหญ่บอกว่าตอนนั้นกูเหนื่อย ไม่ได้คิดอะไร

- ในหนังผี ถ้าตัวละครหันไปทางไหน ผีจะมาโผล่อีกทาง

- ในหนังบู๊ ตอนที่เตะต่อยมักจะมีแป้งผงเล็กๆ กระจายไปที่เป้าหมายอยู่เสมอ นักเลงจริงไม่ได้ทาแป้งออกไปเก็บใคร

- นกพิราบจะบินกันให้พรึ่บพรั่บสองกรณี หนึ่งตอนที่พระเอกปรากฏตัว และสองตอนที่พระเอกบรรลุอะไรบางอย่าง (กรณีนี้นกพิราบสีขาวเท่านั้นที่จะบินหลังจากเสียงระฆังจากวัดดังขึ้น) ในความเป็นจริง นกพิราบจะพรึ่บพรั่บตอนที่เราไปซื้อเมล็ดข้าวโพดมาโปรยให้มัน

- พระในหนังมักพูดจาน่าคิด ไม่ติดตลกเหมือนในชีวิตจริง

- มือปืนมักอาศัยแบบหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยการหนีขึ้นไปอยู่บนห้องเก็บของบนชั้นดาดฟ้า มันหลบๆ ซ่อนๆ ตรงไหน

- ในฉากโจรกรรม ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ก็ไม่เคยเป็นไปตามที่วางไว้สักที มันจะมีเรื่องไม่คาดหมายเกิดขึ้นตลอด เช่นยามลืมหมวก เลยเดินเข้ามาหยิบหมวก (ตอนตีสองเนี่ยนะ) หรือ ขากางเกงไปติดอยู่ในซอกลิฟต์เป็นต้น

- และในฉากแกะรหัสเซฟ เหงื่อมันจะออกมากเป็นพิเศษ แต่เวลาหนีการไล่ล่า เหงื่อไมออกสักหยด

- ถ้ามีเด็กกับต้นไม้ในฉากเดียวกัน รู้ไว้เลยว่าต้นไม้นั้นจะไม่ถูกตัด มันมีหน้าที่รอให้เด็กที่โตไปเป็นพระเอก หรือนางเอก กลับมายืนที่เดิม ในตำแหน่งเดิม

- คนใช้มักฉลาด พูดจาฉะฉาน แต่ขาดสัมมาคารวะ ในชีวิตจริงเขามาเสิร์ฟน้ำแล้วก็จากไปเงียบๆ

- ในหนังญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ถ้าตัวละครหญิงขึ้นต้นประโยคว่า ‘ฉันน่ะนะ…’ แปลว่าเธอกำลังเผยความในใจ คุณผู้หญิงทั้งหลายเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

- รถไฟฟ้าในหนังไม่เคยมีชั่วโมงเร่งด่วนที่แน่นหรือเบียดเสียด ไม่อย่างนั้นมันพบรักกันไม่ได้

- เมื่อไหร่ที่มองกระจก ตัวละครจะมองอย่างมีความหมายมาก ขณะที่เรามองกระจกเพื่อบีบสิว

- คนที่เกลียดกันเมื่อแรกเจอก่อนมารักกันในภายหลังมีน้อยมากในชีวิตจริง

- คนที่โง่มากจนดูไม่ออกว่า ไอ้ผู้ชายหนวดปลอม ไอกระแอมบ่อยๆ คนนี้เป็นผู้หญิงปลอมตัวมา กับคนที่โง่มากจนดูไม่ออกว่าไอ้ผู้หญิงกล้ามโต นิ้วก้อยชี้ขึ้นตลอดเวลาคนนี้เป็นผู้ชายปลอมตัวมา คนแบบนี้ไม่มีในชีวิตจริง

- ในฉากโรงหนัง เมื่อตัวละครดูฉากที่สะเทือนใจจนรับไม่ได้ก็ลุกออกจากโรงอย่างหุนหันพลันแล่น ในชีวิตจริงมึงไม่เกรงใจคนข้างๆ เขา ไม่เดินก้มตัวสักหน่อยเหรอ

- ‘หยุดนะ นี่คือการจับกุม คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด เพราะทุกคำพูดของคุณจะเป็นหลักฐานในศาล ฯลฯ’ ตำรวจในหนังมักได้พูดประโยคแบบนี้จนจบ ไม่รู้ตำรวจจริงๆ จะโชคดีได้พูดจนครบถ้อยกระทงความหริอเปล่า

จริงๆ ยังมีอีกแต่นึกไม่ออกแล้ว ใครมาอ่านแล้วเห็นว่ายังขาดอะไรอีก ช่วยเติมด้วย ขอบคุณล่วงหน้า

ไม่ได้เขียนบล็อกมานานแสนนาน อีกทั้ง ‘คู่มือการอยู่คนเดียว’ ก็ยังไม่ได้เขียนตอนใหม่เสียที วันๆ หมดไปกับการเขียนนิยายที่ไม่เดินหน้าไปไหน นั่งกลุ้มใจกับยอดขายหนังสือที่สวนทางกับรายจ่าย คิดค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการทวงถามค่าคอลัมน์ที่เขียนล่วงหน้าเงินค่าเรื่องไปแล้วเป็นปี นั่งเรือข้ามฟากไปซื้อกาแฟ ออกไปดูพระอาทิตย์ตกที่ท่าน้ำนนท์ตอนหกโมงสี่สิบ (โดยประมาณ) และวันพฤหัสเตะบอลสองทุ่ม ชีวิตตอนนี้มีอยู่เท่านี้ อันที่จริงก็คิดว่าควรจะมีมากกว่านี้ แต่ด้วยปริมาณความทะเยอทะยานในเส้นเลือดต่ำ อีกทั้งตั้งใจแล้วว่าชีวิตที่เหลือนี้จะทำแต่น้อย และทำเฉพาะที่อยากทำ ซึ่งตอนนี้คือการเขียนหนังสือแม้จะผู้อ่านเพียงหยิบมือ ดังนั้นบางครั้งก็พอใจตัวเอง บางครั้งก็เกลียดตัวเอง บางครั้งก็ตั้งคำถามกับคนที่อยู่ในกระจกว่าจะพาตัวกูของกูไปอย่างไร สมมติว่าชีวิตเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยเป็นหลักกิโลที่ 0 อย่างที่เข้าใจกัน ตอนนี้ก็พาตัวเองมุ่งหน้าท้ายแถวสลับหยุดนิ่งจนใกล้จะถึงหลักสี่แล้ว อีกไม่นานปีก็คงถึงหลักสี่โดยสวัสดิภาพ ตอนนี้น่าจะอยู่ราวๆ แยกเกษตรหรือไม่ก็ใกล้บางบัวไปทุกขณะจิตแล้ว หลังจากสำรวจตัวเอง นี่คือสิ่งที่เรียนรู้ของชายในวัยแยกเกษตร

- หน้าฝนลมแรง อยู่ริมน้ำจะมีเสียงประหลาดดังหวีดหวิวน่ากลัว แต่ไม่ต้องกลัว มันเป็นแค่เสียงลมที่พัดผ่านช่องอะไรสักอย่าง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผีสาง

- หุงข้าวให้แข็ง แล้วผึ่งลมเสียหน่อยก่อนจะนำมาผัด ข้าวผัดจะสวยน่ากิน

- เพลงร็อคหรือเพลงอะไรก็ตาม ไม่ต้องฟังดังๆ ก็ได้

- กว่าครึ่งของข่าวที่เราดูๆ กันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องรู้ หรือไม่รู้เลยก็ได้

- คนเห่อแพนด้าไม่ผิด คนเรียกร้องสิทธิสัตว์อื่นก็ไม่ผิด เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างเอาหรือไม่เอาแพนด้า

- แมงมุม จิ้งจก และแมลงบางชนิดอยู่ร่วมกับเราได้ อย่าไล่มันไปเสีย

- เมื่อไหว้พระ ไม่ต้องขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนมาให้พระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอเราดูบ้าง แล้วลองทำให้ได้

- หมั่นไส้ให้น้อยลง ชีวิตจะมีความสุขขึ้น

- เช่นเดียวกับโกรธเกลียด ถ้าไม่มีไม่เป็นเลยก็ดีขึ้น

- คอลัมน์การ์ตูนในเดลินิวส์ คอลัมน์หนึ่งโปรรัฐบาล คอลัมน์หนึ่งด่ารัฐบาล

- รถยนต์ยี่ห้อทาทาราคาถูกที่สุดในโลกขายในอินเดียราคาแค่เจ็ดหมื่นบาท (โดยประมาณ) เอง แต่เชื่อเถอะขายคนไทยไม่ได้หรอก เพราะมันไม่มี อวทม

- แปลว่าคนไทยไม่สนเรื่องขับรถเพื่อไปทำธุระ คนไทยสนเรื่องใช้ชีวิตอยู่ในรถมากกว่า

- นายตรวจรถเมล์สาย 33 คนหนึ่งใช้เล็บยาวๆ เจาะตั๋วเรา อีกคนใช้ปากกาขีด ที่สำคัญพวกพี่เขาขึ้นตรวจตั๋วบนรถคันเดียวกัน ห่างกันประมาณสิบป้าย และเผลอตรวจกันเอง

- เอ็มเอสเอ็นเป็นอุปสรรคในการทำงาน

- คนบางคนตั้งชื่อเอ็มล่อเป้าให้เราทัก

- อย่าไปทักมัน

- ‘ไม่ส่งต่อก็ไม่ใช่คน’ อย่าเชื่อ ค่าของคนคงไม่ได้วัดกันแค่ฟอร์เวิร์ดเมล การส่งต่อไม่ใช่การแก้ปัญหาหรือการช่วยเหลือที่เข้าท่านัก เพราะลงท้ายก็ส่งกันอยู่อย่างนั้นเอง

- เมื่อเลิกใช้ไฮไฟว์ มันจะขอทำแบบสำรวจความเห็นในแบบสองภาษา อังกฤษและสเปน

- ไม่ต้องเข้าสังคมทางโลกไซเบอร์ ไม่ต้องเล่นเฟซบุค ทวีตเตอร์ เราก็อยู่ได้ และยังมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนเดิม

- การใส่สนับแข้งตอนเล่นบอลเป็นเรื่องของการดูแลตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับการทำตัวโอเวอร์ ขี้แอ็ค

- แคลายรถติดมาก ใช้เลี่ยงเมืองนนท์เวิร์กกว่า

- ช่วงนี้ชอบหนังอะไร ช่วงนี้ฟังเพลงอะไร เป็นคำถามที่ตอบยาก

- อย่าไปเชื่อโฆษณามากว่าคนกินเหล้าเป็นคนไม่ดี คนดีที่กินเหล้าก็ยังมี

- การตั้งคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ให้นิตยสารเป็นคนละวิธีกับการคิดคำถามให้รายการโทรทัศน์

- คนบางคนพูดจาไม่รู้เรื่องและสรุปไม่เป็น

- เซเว่นอีเลฟเว่นบางสาขามีน้ำดื่มขนาดเล็กขวดละห้าบาทขาย ซึ่งดีกว่าซื้อขวดละเจ็ด-แปดบาทมาดื่มแล้วดื่มไม่หมด

- แม่น้ำเจ้าพระยามีปลาชุกชุม

- แปลว่ามันยังไม่เลวร้ายมาก

- ร้านขายกาแฟสดส่วนใหญ่ถอดปลั๊กเครื่องต้มกาแฟประมาณหกโมงครึ่งถึงหนึ่งทุ่ม ถ้าอยากกินอย่าไปเกินเวลานั้น

- รายการทูไนท์โชว์ดูประดักประเดิดที่สุด

- รายการตาสว่างหนวกหูมาก

- และเราคิดว่าตุ๊กกี้ แก๊งสามช่าไม่ตลก

- คนส่วนใหญ่สงสารช้างที่เห็นในทีวี แต่ไม่สนใจช้างตัวเป็นๆ ที่มาขอเงินค่าอ้อย (ของควาญช้าง) ข้างถนน

- เมื่อไหร่ที่เราอยากเป็นคนเก่ง แปลว่าเราอาจจะลืมพิจารณาตัวเราเองอย่างเป็นธรรม

- เมื่อไหร่ที่เราอยากเป็นคนดี แปลว่าเราอาจจะเป็นคนที่ไม่เข้าท่านัก หรือไม่ก็เป็นคนไม่ดี

- ไม่ต้องทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพก็ได้ ตายก็ตาย

- แต่อย่ามีครอบครัวก็แล้วกัน

- คำคมที่เปลี่ยนชีวิตและแรงบันดาลใจ มีและเกิดกันได้แค่ครั้งสองครั้งในชีวิตเท่านั้น ถ้าใครมีมากกว่านั้นแปลว่าเขาอาจจะเสพติดแรงบันดาลใจและอ่านแม็กกาซีนหรือดูรายการทีวีมากไป

- หรือไม่ก็อายุสิบเก้า

- ในคอนเสิร์ตมีอะไรให้ดูมากกว่าการแสดงบนเวที

- แต่ถ้าสนใจมันมาก เราจะเหมือนไม่ได้มาดูคอนเสิร์ต

- อายุหลังสามสิบจะปวดหลัง ไหล่ คอ ได้ง่าย

- อย่านั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำอย่างอื่นบ้าง

- ผลงานพิสูจน์คุณค่าของเรา และเราเท่านั้นที่มีสิทธิ์อันชอบธรรมทุกประการในการตัดสินตัวเราเอง

- ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เดี๋ยวก็จบลง

- หมดแล้ว

- สวัสดี

Older Posts »

Categories