Posted by: chakkraphan | December 31, 2009

สวัสดีปีเสือ

ว่ากันว่าเสือกลัวน้ำ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะเสือไม่กลัวน้ำ

ดังนั้นปีใหม่ปีเสือนี้ สำนักพิมพ์มหาสมุดขอให้ทุกคนไม่กลัวน้ำเหมือนเสือ

อะไรที่ไม่ดีก็ปล่อยให้มันผ่านไหลไปกับสายน้ำ อย่าได้เก็บไว้นะครับ

อะไรที่ดีอยู่แล้ว ก็ขอให้ดีขึ้นไปอีก

ขอให้สุขภาพแข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บน้อยๆ และมีความสุขดังที่คิดหวัง

แล้วมาอวยพรกันใหม่เมื่อถึงปีต่อไปครับ

สวัสดีปีเสือ

ตรากตรำกรำศึกกันมาเกือบปีได้ ในที่สุดมหาสมุด ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลเล็กๆ ของคนไม่เอาไหนกลุ่มหนึ่ง (ที่พกสถิติ แข่ง 40 แพ้ 35 เสมอ 3 ชนะ 2 ยิงได้ 49 เสียประตู เอ่อ…นับไม่หวาดไม่ไหว) ก็เลี้ยงฉลองปิดฤดูกาลและคริสต์มาสปีใหม่ไปในตัวที่ร้าน เฮ็มล็อค ย่านถนนพระอาทิตย์ เลยนำภาพและบรรยากาศบ้าๆ บอๆ มาฝากกัน (ภาพโดย แบงค์ หลี และแพท)

เริ่มเปิดงานด้วยการอ่านบทกวีไฮกุ เอ่อ…เมนูอาหาร ของ แบงค์ แลมพาร์ด  

ที่ทำเอา คาริม เบนซ์เซมา, แพท จี ซอง และ ดิมิตาร์ เบอร์บาต๊ะ ถึงกับอึ้ง มันเป็นบ้าอะไรของมัน!

เธียรี่ ปองรี ผู้ใส่กางกางยีนลายมังกร, จอห์น เทอหลี ข้าราชการไทยระดับซีสาม, ปีเตอร์ เอี่ยวเคราช์ ผู้ทำหลายอย่างและ พุฒิ ฟาน นิสเตลรอย ร็อกสตาร์

 

เดวิด แม็คแฮม และวิคตอเรียก็มา ก่อนมาก็หลงตามเคย

อเล็กซานเดอร์ เบล ปิเอโร่ และ ปุ๋ย ฟิโก้ ผู้สั่งยาธาตุมาดื่มแก้ท้องเสียแทนเหล้าเบียร์

แป้ง กำลังบอกว่าเป็นคนเดียวที่ไม่เคยได้เตะบอลอะไรกับเขา

ภาพหมู่ของทีมที่หมูมากๆ

แบงค์ แลมพาร์ด ผู้รักษาประตูมือแป้งเปียก (ยังไม่เหนียวพอจะเรียกว่ามือกาว) ที่ลงสนามเมื่อไหร่ เพื่อนๆ อุ่นใจ แต่ปัญหาคือปีนึงมันมาลงสนามสามครั้ง

ชักภาพหมู่ไว้ดูต่างหน้า ก่อนแยกย้าย คนที่ยังไม่ได้แนะนำคือ ไช้ ฟาเบรกาส (แถวหน้าซ้ายสุด) กองหลังพลังหมูแดง ลงสนามเมื่อไหร่ ทำแฮนด์บอลเมื่อนั้น จนร่ำๆ จะไปเล่นแฮนด์บอลให้เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ส่วนที่ไม่ได้มา หรือมาไม่ได้ หรือไม่อยากสุงสิงกับไอ้พวกบ้านี้มากกว่านี้คือ สตีวี่ จี ดาวเตะสุดหล่อ เอ็ดวิน ฟาน เดอ แซม และ แกเร็ต แพรรี่

หวังว่าปีหน้าเราคงชนะมากกว่าแพ้เสียที

สวัสดีปีใหม่

Posted by: chakkraphan | December 15, 2009

ชวนมายืนยลบนไหล่ยักษ์

มีหนังสือเล่มใหม่ออกเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ว่าจะนำมาบอกกล่าวแบบจริงจังนานแล้ว แต่ก็ลืมมาโดยตลอด

หนังสือเล่มนี้ชื่อ ยืนยลบนไหล่ยักษ์ ออกกับสำนักพิมพ์ มาร์ส พับลิชชิ่ง โดยบ.ก.สตีวี จี (จีรวุฒิ เขียวมณี) เป็นหนังสือรวบรวมบทสัมภาษณ์คัดสรรจากบทสัมภาษณ์เกือบๆ 50 ชิ้น (ตกใจเหมือนกัน ทำไมสัมภาษณ์ได้เยอะขนาดนั้นก็ไม่รู้) ตลอดการทำงานนิตยสาร ส่วนใหญ่เป็นบทสัมภาษณ์จากนิตยสาร Hamburger ที่ตัวเองเคยรับผิดชอบอยู่เมื่อหลายปีก่อน นอกจากนั้นก็ยังเสริมด้วยบทสัมภาษณ์ที่เคยลงตีพิมพ์ในนิตยสาร a day และ GM

บทสัมภาษณ์ต่างกรรมต่างวาระเหล่านี้ นอกจากทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวและความคิดของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ส่วนใหญ่เป็นคนในแวดวงบันเทิง ศิลปะ เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ ที่มีผลงานหรือเรื่องราวใหม่ๆ อันน่าสนใจในตอนนั้นแล้ว ก็เห็นว่ายังมีชุดความคิดดีๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลงานในขณะนั้นอยู่อีกมาก คงน่าเสียดายมากหากเราจะปล่อยทัศนะที่น่าสนใจเหล่านั้นให้เงียบหงอยอยู่แต่ในกองเก็บนิตยสารเก่า ดังนั้นความคิดที่จะรวบรวมบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงอุบัติขึ้นด้วยความเห็นชอบของบรรณาธิการหนุ่มรูปหล่อแห่งสำนักพิมพ์มาร์สฯ

มากไปกว่านั้น ยังเขียนเกร็ดการทำงานของตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นประกอบเข้าไป ด้วยหวังว่าจะให้เป็นอนุทินเล็กๆ ส่วนตัวไว้อ่านกันความจำหลงลืมว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ดีหรือไม่ดีอย่างไร

ตั้งชื่อว่ายืนยลบนไหล่ยักษ์ เพราะชอบใจสำนวนฝรั่งโบราณที่ว่า Dwarfs standing on the shoulders of giants ที่หมายความว่า ทุกๆ องค์ความรู้ที่มนุษย์มีอยู่ในตอนนี้ (หรือแม้แต่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าก็ตาม) ล้วนมีรากฐานมาจากสรรพความรู้ที่คนรุ่นก่อนหน้าได้เคยค้นพบและสั่งสมมาแล้ว อุปมาเหมือนการปีนขึ้นไปบนไหล่ยักษ์ (คนรุ่นก่อน) ของคนแคระ (คนรุ่นเรา) แล้วมองลงมายังเบื้องล่าง ภูมิทัศน์บนนั้นย่อมกว้างไกลกว่าการดูบนพื้นโลก

นักคิด นักสร้างสรรค์ และคนทำงานศิลปะทุกคนที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ ชื่ออย่าง หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, ยืนยง โอภากุล, ศุ บุญเลี้ยง, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, ธนชัย อุชชิน, เป็นเอก รัตนเรือง, ปราบดา หยุ่น, สุรศักดิ์ วงษ์ไทย, บิลลี่ โอแกน, เพชร โอสถานุเคราะห์, อนุสรณ์ ติปยานนท์, อุดม แต้พานิช ฯลฯ นั้นทุกคนล้วนให้การยอมรับในผลงานที่พวกเขาล้วนสร้างสรรค์ขึ้นมา (แน่นอนว่าพวกเขาก็สร้างสรรค์ขึ้นมาจากองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อน) ดังนั้น ในฐานะผู้ที่ออกไปเก็บถ้อยคำและแปรรูปออกมาเป็นบทสัมภาษณ์ นี่จึงเป็นชิ้นงานที่ภาคภูมิใจมาก และถ้ามันจะช่วยสร้างแรงไฟ ก่อแรงบันดาลใจให้ใครต่อไปได้บ้างก็ยิ่งน่ายินดี

ในการนี้ยังได้ พี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา ให้เกียรติมาเขียนคำนำให้ จึงรู้สึกเป็นเกีบรติและขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ เช่นเดียวกับ สนพ มาร์ส ที่ใจถึงแท้ๆ

เอาล่ะ ถ้าสนใจก็ซื้ออ่านกันได้นะ

Posted by: chakkraphan | December 2, 2009

ต๊าย…ตาย

ถ้าความตายแปลว่าหยุดหายใจ ผมก็ยังไม่เคยตาย เพราะตั้งแต่จำความได้ผมยังไม่เคยหยุดหายใจ หรือแม้แต่ตอนที่ยังจำความไม่ได้ก็เถอะ ผมก็ยังคงเชื่อว่าตนเองไม่เคยหยุดหายใจ ตลอดระยะเวลาสามสิบกว่าปีมานี้ ผมเห็นผู้คนล้มหายตายจากไปจำนวนหนึ่ง ไปงานศพก็มากครั้งอยู่ แต่จำนวนมากเท่ามากของงานศพที่ผมเคยไปร่วมมาไม่ทำให้ผมรู้สึกว่านั่นคือการตายในความหมายของคำว่าจากไป จริงอยู่พวกเขาล้วนจากโลกนี้ จากญาติมิตรคนสนิทและคนรักของเขาไป แต่ส่วนใหญ่ของงานศพเหล่านั้น ผมไม่ใช่แม้แต่ญาติมิตรคนสนิทและคนรักของผู้จากไป ผมเป็นแค่ญาติมิตรคนสนิทหรือคนรักของญาติมิตรคนสนิท หรือคนรักของผู้จากไปอีกที ดังนั้นผมจึงไม่ได้ตระหนักว่าผู้จากไปนั้นได้จากผมไปจริงๆ บ่อยครั้งที่ผมสงสัยว่าทำไมเพื่อนๆ ที่มางานศพด้วยกันใช้เวลานานในการไหว้ศพเมื่อถูกเจ้าภาพเชื้อเชิญ ผมอยากรู้ว่าพวกเขาพูดอะไร หรือมีอะไรให้พูด ผมอยากรู้จริงๆ เพราะผมเป็นคนไหว้ศพเร็วมาก เพราะไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุขคติ เพราะนี่น่าจะเป็นคำอำลาที่ดีสำหรับการจากไป แต่พอหมดประโยคนี้แล้วยังไงต่อผมเองก็อับจนปัญญา เนื่องจากไม่รู้จักผู้ตายเป็นการส่วนตัวมากพอที่จะมีสิ่งใดให้บอกกล่าว ผมเคยถามเพื่อนว่า มึงไหว้นานๆ นี่พูดอะไรกับเขา คำตอบของเพื่อนก็คล้ายกับของผม นั่นคือขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ นั่นสิ แล้วทำไมมึงไหว้นานกว่ากู เพื่อนไม่ตอบแต่กลับด่าว่าผมสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่อง ผมสงสัยว่าผมสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่องอย่างที่เพื่อนบอกจริงหรือ มันจะไม่เข้าเรื่องได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่รู้จักผู้ตายมาก่อน บางครั้งมารู้จักว่าผู้ตายเป็นย่าของเพื่อน พ่อของเพื่อนร่วมงาน หรืออาก๋งของเพื่อนแฟนเก่าเอาก็ในงานนี้เอง เรียกว่าพอรู้จักปุ๊บก็กล่าวคำอำลากันเดี๋ยวนั้นทันที เช่นนั้นแล้วจะมีคำกล่าวอะไรได้อีกนอกจากอวยพรให้การเดินทางครั้งใหม่ของเขาเหล่านั้นเป็นไปด้วยดี
สมมติว่า ถ้าวันนี้หลังจากเขียนบทความชิ้นนี้จบแล้วผมเกิดสิ้นใจตายโดยพลัน กลายเป็นเพียงดวงวิญญาณ และสมมติอีกว่าดวงวิญญาณของผมมีความสามารถพิเศษที่ตอนยังมีชีวิตอยู่ไม่มีนั่นก็คือการล่วงรู้ว่าคนที่มางานศพของผม (หวังว่าคงมีนะ) และเป็นคนที่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนและมาเพื่อให้เกียรติคนสนิทของผมอีกทีนั้นจะกล่าวอะไรกับผม จะมีคนเพี้ยนๆ ที่กล่าวว่าขอให้เดินทางด้วยดีแล้วเปิดตูดลุกหนีไปทันทีเหมือนผมตอนที่ยังหายใจอยู่หรือเปล่า ผมคงได้รู้คำตอบเข้าในสักวันหนึ่ง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเฉียดใกล้ความตายที่มีความหมายมากกว่าการจากไปอยู่จำนวนหนึ่ง สามถึงสี่ครั้งเห็นจะได้
ครั้งแรกเป็นการตายของ ‘แม่คุณ’ ซึ่งเป็นคำที่ผมใช้เรียกยายทวดของผม แม่คุณจากพวกเราไปตอนที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมห้าหรือไม่ก็ประถมหก มันเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในเช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังงัวเงียตื่นนอน พ่อบอกว่าแม่คุณตายแล้ว ผมตั้งสติอยู่พักหนึ่ง แล้วเดินไปที่ช่องแคบระหว่างห้องอันถูกกำหนดให้เป็นที่ทั้งที่นอน ที่กิน ที่อยู่ และที่ขับถ่ายของแม่คุณ ผมไม่พบแม่คุณอยู่ที่นั่น สัมผัสได้แค่กลิ่นอับๆ ของปัสสาวะและกลิ่นหมากพลูซึ่งผมเรียกว่ากลิ่นแม่คุณ พ่อบอกว่าแม่คุณแก่ตายและจากไปอย่างสงบไร้การคร่ำครวญอาวรณ์ใดๆ พ่อบ่นกับผมว่าเสียดายที่ยังทำชีวประวัติของแม่คุณไม่เสร็จ ผมยังจำได้ว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ผมนั่งฟังพ่อซักถามความเป็นมาของแม่คุณ ทำนองว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหน ทำอะไรมาบ้าง แม่คุณหูตึงจึงได้แต่ถามกลับว่า ‘หา…อะไรนะ…หา’ อยู่อย่างนั้น สรุปว่าพ่อและผม (ในฐานะผู้ช่วย) ทำประวัติของแม่คุณไม่สำเร็จ พ่อบอกผมในเช้าวันที่แม่คุณตายว่าเสียดาย ผมเองก็เสียดาย
ครั้งต่อมา เป็นการตายอีกครั้งที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา น้าสาวของผมคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยการทำอัตวินิบาตกรรม เธอใช้เชือกผูกคอและร่างของตัวเองเข้ากับขื่อประตู ผมยังจำภาพนั้นได้ติดตาแม่นยำเป็นอย่างดี เพราะผมเป็นคนอุ้มร่างของเธอลงมาจากขื่อนั้น การเสียชีวิตของน้าสาวถือเป็นการใกล้ชิดความตายมากที่สุดในชีวิตของผม เพราะหลังจากนำเธอลงมา ผมก็อยู่กับร่างไร้วิญญาณของน้าเกือบวันเต็มๆ นับตั้งแต่ไปโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร ย้ายไปอีกโรงพยาบาลเพื่อตกแต่งศพ ก่อนจะนำศพกลับมายังวัดเพื่อจัดงานศพ ผมเพิ่งมาตระหนักรู้ว่าน้าของผมได้จากไปในความหมายของการละทิ้งชีวิตจริงๆ ก็เมื่อนำร่างของเธอกลับมายังวัดในตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อจัดงานสวดศพ สี่-ห้าชั่วโมงก่อนหน้านั้น นับตั้งแต่พบเธอผูกคอตายในตอนสายไปจนอยู่กับเธอในท้ายรถกระบะในช่วงเที่ยงบ่าย ผมคล้ายคนที่ไม่ใช่ตัวเอง ผมไม่ได้ร้องไห้เลยตลอดระยะเวลานั้น (ยกเว้นครั้งแรกที่ได้พบศพ) สมองผมทึบนึกอะไรไม่ออก ไม่รู้สึกหิว และเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ ช่วงเวลานั้นผมใช้มันไปกับการพิจารณาร่างของคนที่เคยมีชีวิต ผมพินิจพิเคราะห์ศพอย่างใกล้ชิด ของเหลวสิ่งปฏิกูลมาจากไหน การเปลี่ยนแปลงของผิวเนื้อผิวหนังเป็นอย่างไร อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะผมไม่เคยอยากทำงานเป็นผู้เก็บศพหรือหน่วยบรรเทาสาธารณะภัย แต่เมื่อผมได้เผชิญหน้าความตายจังๆ ผมกลับไม่มีความนึกคิดอะไรเลย คล้ายกับนั่นเป็นตัวผมที่ไม่ใช่ตัวผม และตัวผมกลับมาเป็นผมคนที่ร้องไห้เสียใจอีกครั้งเมื่อเสร็จภารกิจเดินทางกลับบ้านเพื่อมาอาบน้ำและเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
อีกครั้งที่ไม่อาจเรียกว่าเฉียดใกล้ แต่มันก็ใกล้มากๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อราวสอง-สามปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเช่าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง คืนวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากรุ่นน้องที่อาศัยอยู่ในซอยเดียวกันว่าที่อพาร์ตเมนต์ของผมมีคนตาย คืนนั้นผมกลัวจนนอนหลับไม่สนิท เช้าวันรุ่งขึ้นผมถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ พี่ยามบอกว่ามีคนตายแต่ไม่ใช่ที่นี่ น่าจะเป็นอีกอพาร์ตเมนต์หนึ่ง ผมโล่งอกสบายใจและโทรศัพท์ไปด่ารุ่นน้องที่ปล่อยข่าวลือคนนั้นแล้วผมก็ลืมเรื่องนี้ไป หลังจากนั้น วันหนึ่งผมคุยกับน้องที่อาศัยอยู่ห้องข้างๆ เชิงสัพเพเหระ ไม่มีสาระอะไรจริงจัง และเธอก็เล่าข่าวลือให้ผมฟังว่าห้องชั้นบนที่อยู่เหนือห้องผมนั้นปิดประตูมาเป็นเดือนแล้ว ไม่มีใครเปิดเพื่อเข้าออก แต่คนที่อยู่ข้างๆ ล้วนยืนยันว่าได้ยินว่ามีคนใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ผมหัวเราะให้กับเรื่องนี้ แถมยังคิดแผลงๆ ว่าหรือผมควรจะปีนระเบียงหลังห้องผมขึ้นไปดูดีไหมว่ามีใครขังตัวเองอยู่ในนั้น หลังจากนั้นพักใหญ่ๆ ผมก็ย้ายออกจากที่นั่น
เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ผมได้พบน้องข้างห้องโดยบังเอิญ เธอเท้าความถึงเรื่องที่เราเคยคุยกัน และยังรายงานความคืบหน้าว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากผมย้ายออกไป เรื่องก็คือมีศพอยู่ในนั้น สันนิษฐานว่าสาวเจ้าคงฆ่าตัวตายด้วยเรื่องเดิมๆ นั่นคือผิดหวังในความรัก เธอห้อยตัวอยู่เหนือห้องผมอยู่เกือบเดือนจนเริ่มมีกลิ่นเหม็นกระจายออกมา ผมขนลุก สิ่งที่รุ่นน้องคนนั้นบอกเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์นี้ไม่ได้บอกอะไรนอกจากมีคนเสียชีวิตอยู่เหนือหัวผมเกือบเดือน
เมื่อไม่นานนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งถึงแก่อสัญกรรม ผมใจหายเมื่อรู้ข่าว ผมไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวและไม่ได้ไปงานศพ ผมคิดว่าถ้าได้ไปงานศพผมจะไหว้ศพของท่านแล้วบอกว่าอะไรอีกนอกจากขอให้ดวงวิญญาณของท่านเดินทางไปสู่สัมปรายภพ ผมอยากจะบอกว่าผมนิยมชมชอบท่านในบางส่วน และบางส่วนก็ต้องยอมรับตามตรงว่าไม่ใคร่นิยมนัก ผมเชื่อว่าหากท่านรับรู้ได้ทางดวงวิญญาณ ท่านคงเข้าใจ รับได้และให้อภัยผม ผมจำได้ว่าท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าเราไม่สามารถทำให้คนทุกคนรักเราได้ คนที่ไม่ชอบเราก็อาจจะมีเช่นเดียวกับคนที่รัก
ผมสงสัยอีกว่า หากคนที่เราไม่ใคร่ศรัทธานักจากไป หัวใจเราพอจะมีที่ว่างมากพอในการละวางความชังนั้นได้หรือไม่ หรือความชังย่อมเป็นความชังต่อไปไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ผมสงสัยมากขึ้นเมื่อพบว่ามีคนถามผมว่าผมรู้สึกอย่างไร ผมถามกลับว่าแล้วเขาล่ะรู้สึกอย่างไร แล้วเราก็เปลี่ยนเรื่องคุย ถ้าไม่เปลี่ยนเรื่องคุยคำตอบของผมคือรู้สึกใจหาย ต่อมาพบก็พบว่าน้องอีกคนหนึ่งตั้งชื่อเอ็มเอสเอ็นของเขาทำนองว่าไปที่ชอบที่ชอบ ผมนึกอยากถาม (แต่ไม่ได้ถาม) ว่าไปที่ชอบที่ชอบนี้ แปลว่าอะไรได้อีก มันมีน้ำเสียงแบบไหน มากกว่านั้นผมสงสัยนักว่าหัวใจของน้องคนนั้นกว้างยาวมากแค่ไหน ผมสรุปไปเองว่ามันคงคับแคบน่าดู แต่เขายังเด็ก สุดท้ายผมให้อภัยกับความไม่รู้เดียงสาของเขา แต่ทั้งหมดนี้ผมคิดเอง สรุปเองทั้งสิ้น ผมอาจผิดตั้งแต่แรก น้องเขาอาจมีจิตใจงามกว่าผมนัก
เมื่อหัวคำที่ผ่านมา ผมมองแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ผมทำเกือบทุกวัน บ่อยครั้งผมคิดเรื่องความตาย แต่วันนี้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนสมัยมัธยมของผมคนหนึ่งโดดสะพานซังฮี้ตาย ศพไปลอยขึ้นที่ท่าน้ำพรานนกและเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันถัดมา หลังจากนั้นทุกครั้งที่ผมและเพื่อนๆ นัดเจอกัน เราจะพูดถึงมันเสมอ บางคนรินเหล้าเผื่อมัน บางคนก็ใช้มันไปทำนู่นซื้อนี่ เหมือนตอนที่ยังอยู่ด้วยกัน มันมักจะเป็นคนที่เพื่อนๆ บังคับให้ทำอะไรอะไรเสมอ เพราะมันขัดใจเพื่อนไม่เป็น ในวงเหล้าเพื่อนอีกคนหนึ่งก็จะพูดว่า ดีใจจริงๆ เพื่อนเราได้ลงหน้าหนึ่ง แล้วเราก็จบด้วยเสียงหัวเราะ ไม่มีกลิ่นธูป ไม่มีปาฏิหาริย์ เหล้าแก้วนั้นไม่ได้พร่อง ถ้าจะพร่องก็เพราะใครหยิบไปดื่มเอง ไม่ใช่เพราะเรื่องที่น่าขนลุกอย่างใด ผมไม่รู้ว่าเพื่อนอยู่กับเราในวงเหล้าหรือเปล่า แต่ในช่วงเวลาหนึ่งผมมั่นใจว่ามันมีตัวตนอยู่ในหัวใจของพวกเรา เพื่อนทุกคน เราเคยใช้ชีวิตร่วมกับมันมา
ผมยังไม่ตาย ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ หรือตายแบบใด ถ้าเลือกได้ผมอยากตายอย่างแม่คุณ แต่ก็ไม่อยากให้แก่เท่าแม่คุณแล้วค่อยตาย เพราะผมไม่คิดจะผลิตลูกหลานไว้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ดังนั้นสักหกสิบแล้วนอนนิ่งสิ้นใจไปเองก็พอแล้ว ผมไม่อยากเป็นภาระใครมากเกินไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
ในความหมายของการจากไป ผมอยากจากไปอย่างสงบเงียบ อันที่จริงถ้าไม่มีอะไรต้องจัดการในตอนนี้ ผมก็พร้อมจะจากไป ขอเวลาผมบอกลาผู้คนในชีวิตสักอาทิตย์ (คิดว่าพอ) ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรมากไปกว่าปัญหาที่มีอยู่ และผมคงไม่ตายเพราะปัญหานี้ ผมไม่อยากตายเพราะแพ้
ผมอยากตาย-จากไป เพราะเหตุผลเดียวคือหยุดหายใจ

Posted by: chakkraphan | November 30, 2009

มีเฟซบุคแล้ว

แม้จะมีความขี้เกียจทำอะไรวุ่นวายเป็นทุนเดิม แต่ในที่สุดอุเบกขาแห่งการไม่ใช้เฟซ บุค หรือทวิตเตอร์อะไรทำนองนี้ก็เป็นอันขาดสะบั้น เพราะใครๆ ก็บอกว่าใช้เถิด แล้วจะเกิดผล อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่กำลังร่อแร่เต็มที

เอาล่ะ สำนักพิมพ์มหาสมุดมีเฟซบุคแล้วครับ แอดเมลตามนี้ละครับ tarnarok@hotmail.com น่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสื่อสาร

ส่วนที่นี่ก็ยังไม่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า มีอะไรจะมายบอกกล่าวเหมือนเคย

Older Posts »

Categories