หลายวันที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าเราจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘ลี้ภัยการเมือง’ มากเป็นพิเศษ เพราะมันทั้งผ่านหูผ่านตากันอย่างไม่เว้นวัน นี่ถ้าหยิบ ‘ลี้ภัยการเมือง’ มาใส่ปากเคี้ยวได้ ก็คงพูดได้เต็มปากมากกว่านี้ว่ารู้จักคำนี้เป็นอย่างดี ค่าที่นอกจากได้ฟังและได้เห็นแล้ว เรายังได้ลองลิ้มชิมรสเสริมอีกหนึ่งผัสสะ
แน่นอน, คำว่า ‘ลี้ภัยการเมือง’ นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือยากต่อการทำความเข้าใจ อันที่จริงความหมายก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมากนัก ที่ผ่านมาหากพอมีโอกาสศึกษาหาความรู้จากประวัติศาสตร์การเมืองบ้างก็จะพบศัพท์คำนี้อยู่เป็นระยะ เพราะในประวัติศาสตร์มีคนจำนวนมากที่ต้องอยู่ในสถานะลี้ภัยการเมือง ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นฝ่ายผิด (หรือเป็นมันทั้งสองอย่าง คือผิดบ้างถูกบ้างกับงงๆ อยู่ว่าผิดหรือถูก) ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ สถานะ ‘ลี้ภัยการเมือง’ นี้บอกได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นฝ่ายไป
สภาวะลี้ภัยการเมืองเป็นเรื่องน่าแปลกพอๆ กับน่าค้นหา เพราะการที่คนคนหนึ่งมีเหตุจำต้องย้ายนิวาสถานแบบปัจจุบันทันด่วนไปยังพื้นที่แปลกใหม่ในเขตแดนของประเทศแปลกใหม่นั้นไม่น่าจะใช่เรื่องง่ายในการทำใจให้ยอมรับหรือปรับเข้าสู่โหมดความเคยชิน โอเคล่ะว่า บางครั้งเราก็พอกล้อมแกล้มแบบเอาหมอนข้างเข้าถูสีข้างอีกทีได้ว่า การลี้ภัยการเมืองในทางภูมิศาสตร์ก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายที่พำนัก เปลี่ยนที่นอนในชีวิตประจำวัน เหมือนไปนอนบ้านเพื่อน ค้างบ้านแฟน ไปเที่ยวต่างจังหวัด กางเต็นท์นอนในป่าฯลฯ
แต่การเคลื่อนย้ายตัวเองในลักษณะที่กล่าวไปนั้นก็แตกต่างจากการลี้ภัยการเมืองอยู่ดี เพราะไม่ว่าจะอย่างไรการไปนอนที่อื่นไม่ว่าจะในลักษณะใดก็ยังมีนัยยะของการหวนกลับที่แน่นอน แต่การย้ายที่นอนแน่ๆ อย่างลี้ภัยการเมืองนั้นไม่มีสัญญาณอะไรที่สามารถบ่งชี้ได้อย่างแน่นอนว่าจะได้กลับมาหรือไม่หรือจะได้กลับมาเมื่อไหร่ เนื่องจากการลี้ภัยการเมืองเป็นการโกยเถอะโยมที่มีข้อบัญญัติต่างๆ ในทางกฎบัตรกฎหมายควบคุมอยู่หลายขั้นตอน
อย่างที่ทราบกันดีว่ามนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐ (แม้จะอยู่โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะเกิดมารัฐท่านก็ให้ถือว่าอยู่เลยก็ตาม) ที่ให้สิทธิเสรีภาพในการหลับนอนที่ไหนอย่างไรก็ได้ เขาขอแค่อย่าไปทำสิ่งที่ผิด ดังนั้นแค่ไม่ทำผิด เราทุกคนก็สามารถอดตาหลับขับตานอนหรือจะนอนตีพุงคลึงอวัยวะเพศอย่างไรก็ได้ไม่มีใครว่า (ยกเว้นว่าคุณเผลอไปคลึงของคนอื่น) ดังนั้นการที่อยู่ๆ รัฐก็บอกเราอ้อมๆ ว่าถ้าเรายังจะขืนนอนอยู่ในประเทศนี้อีกล่ะก็ รัฐก็จะพาเราไปนอนในสถานที่พิเศษอันมีมุ้งลวดแถมมุ้งเหล็กแถมรั้วคอนกรีตหนาๆ แถมลิดรอนอิสรภาพอีกนิดหน่อย (แถมเยอะมาก) พอเป็นพิธี นั้นแสดงว่าเราต้องเผลอไผลทำผิดในระดับจัมโบ้ที่รัฐยอมให้ไม่ได้จริงๆ และนั่นก็ทำให้เราต้องประกอบกิจกรรม ‘ลี้ภัยการเมือง’ ในที่สุด
น่าสงสัยว่าถ้าเราต้องตกเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองเข้าจริงๆ คืนแรกๆ ของการนอนต่างถิ่นเราจะคิดอะไร เราจะหลับทันทีที่หัวถึงหมอนเลยไหม เราจะกลัวเจอตุ๊กแกบนเพดานเหมือนที่เคยกลัวเวลาไปนอนต่างจังหวัดหรือเปล่า หรือเราจะตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นมาทันดูพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนตอนไปเที่ยวภูกระดึงนั่นไหม (บทแทรก- ไอ้เผ่าฯ ทำอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยตื่นทันเลยสักครั้ง พับผ่า!) ภาวะแปลกแยกของการนอนต่างถิ่นที่นัยยะของการกลับบ้านยังคลุมเครือนั้นยังพอมีที่เหลือให้เราคิดอะไรโรแมนติกได้อีกหรือเปล่าในเมื่อคนเขาพูดถึงเราในฐานะคนไม่ดีที่หนีไปตายเอาดาบหน้า
หรือเราจะตาค้างจนนอนไม่หลับ เพราะเอาแต่ขบคิดคลั่งแค้นที่ผู้คนในรัฐไม่เข้าใจเราหรือเข้าใจเราผิดไปพลางหาทางพิสูจน์ตัวเอง (ถ้ามันเรียกว่าอย่างนั้นน่ะนะ)
นี่คือสิ่งที่เราสงสัย แต่ไม่อยากรู้จนถึงขั้นต้องหาคำตอบให้ตัวเอง ของบางอย่างแค่สงสัยก็เท่แล้ว ไม่ต้องรู้คำตอบก็ได้
กรณี ‘เขาคนนั้น’ ขอลี้ภัยการเมืองเพื่ออาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษที่เป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมนั้นชวนให้เราสงสัยเรื่องที่ว่านี้
แม้ในความจริง วันที่นั่งอู้งานเพื่อพิมพ์บทความชิ้นนี้ เขาคนนั้นจะออกมาบอกกับสื่อต่างๆ แล้วว่าเขาไม่ใช้สิทธิ์ในการลี้ภัยการเมือง เขาจะกลับมายังรัฐที่เขาสังกัดเพื่อต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างแน่นอน นั่นก็อาจตอบคำถามได้แล้วว่า ภัยการเมืองมันหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะแบกรับสถานะผู้ลี้ไหว หรือไม่เขาก็อาจจะกลัวตุ๊กแกบนเพดาน หรือกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่อีก (ถ้าเป็นข้อนี้จริง แสดงว่าเป็นคนโรแมนติกมากจนน่ากังวล)
หรือแท้จริงแล้ว สถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองนั้นมันต้องจ่ายแพงมากเกินไป เงินเท่าไหร่ก็ซื้อภาวะบุคคลที่ ‘รัฐต้นสังกัดไม่อาจยอมรับได้’ ให้กลายเป็นบุคคลที่เดินเหินอยู่อย่างปกติสุขในประเทศตัวเองไม่ได้
อันที่จริง ประเด็นนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับสภาวะ ‘ลี้ภัยการเมือง’ นี้เป็นเหมือนกระจกที่ส่องสะท้อนสัจธรรมของพระพุทธองค์ที่ว่า ไม่ว่าผู้นั้นจะลี้ภัยการเมืองได้หรือไม่ หรือที่สุดแล้วสิ่งที่เขาทำจะเรียกว่าภัยหรือไม่ก็ตาม
กับสิ่งที่เขาทำและสิ่งเขาต้องเผชิญอยู่นั้นบอกได้อย่างเดียวว่า เขาไม่อาจลี้ภัยตัวเองได้เลย
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามเกม เอ๊ย ตามกรรม (จบแบบมีโฆษณาแฝง)


