ลี้ภัยตัวเอง

•August 18, 2008 • 9 Comments

หลายวันที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าเราจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘ลี้ภัยการเมือง’ มากเป็นพิเศษ เพราะมันทั้งผ่านหูผ่านตากันอย่างไม่เว้นวัน นี่ถ้าหยิบ ‘ลี้ภัยการเมือง’ มาใส่ปากเคี้ยวได้ ก็คงพูดได้เต็มปากมากกว่านี้ว่ารู้จักคำนี้เป็นอย่างดี ค่าที่นอกจากได้ฟังและได้เห็นแล้ว เรายังได้ลองลิ้มชิมรสเสริมอีกหนึ่งผัสสะ

แน่นอน, คำว่า ‘ลี้ภัยการเมือง’ นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือยากต่อการทำความเข้าใจ อันที่จริงความหมายก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมากนัก ที่ผ่านมาหากพอมีโอกาสศึกษาหาความรู้จากประวัติศาสตร์การเมืองบ้างก็จะพบศัพท์คำนี้อยู่เป็นระยะ เพราะในประวัติศาสตร์มีคนจำนวนมากที่ต้องอยู่ในสถานะลี้ภัยการเมือง ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นฝ่ายถูกหรือเป็นฝ่ายผิด (หรือเป็นมันทั้งสองอย่าง คือผิดบ้างถูกบ้างกับงงๆ อยู่ว่าผิดหรือถูก) ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ สถานะ  ‘ลี้ภัยการเมือง’ นี้บอกได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นฝ่ายไป

สภาวะลี้ภัยการเมืองเป็นเรื่องน่าแปลกพอๆ กับน่าค้นหา เพราะการที่คนคนหนึ่งมีเหตุจำต้องย้ายนิวาสถานแบบปัจจุบันทันด่วนไปยังพื้นที่แปลกใหม่ในเขตแดนของประเทศแปลกใหม่นั้นไม่น่าจะใช่เรื่องง่ายในการทำใจให้ยอมรับหรือปรับเข้าสู่โหมดความเคยชิน โอเคล่ะว่า บางครั้งเราก็พอกล้อมแกล้มแบบเอาหมอนข้างเข้าถูสีข้างอีกทีได้ว่า การลี้ภัยการเมืองในทางภูมิศาสตร์ก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายที่พำนัก เปลี่ยนที่นอนในชีวิตประจำวัน เหมือนไปนอนบ้านเพื่อน ค้างบ้านแฟน ไปเที่ยวต่างจังหวัด กางเต็นท์นอนในป่าฯลฯ

แต่การเคลื่อนย้ายตัวเองในลักษณะที่กล่าวไปนั้นก็แตกต่างจากการลี้ภัยการเมืองอยู่ดี เพราะไม่ว่าจะอย่างไรการไปนอนที่อื่นไม่ว่าจะในลักษณะใดก็ยังมีนัยยะของการหวนกลับที่แน่นอน แต่การย้ายที่นอนแน่ๆ อย่างลี้ภัยการเมืองนั้นไม่มีสัญญาณอะไรที่สามารถบ่งชี้ได้อย่างแน่นอนว่าจะได้กลับมาหรือไม่หรือจะได้กลับมาเมื่อไหร่ เนื่องจากการลี้ภัยการเมืองเป็นการโกยเถอะโยมที่มีข้อบัญญัติต่างๆ ในทางกฎบัตรกฎหมายควบคุมอยู่หลายขั้นตอน

อย่างที่ทราบกันดีว่ามนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐ (แม้จะอยู่โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะเกิดมารัฐท่านก็ให้ถือว่าอยู่เลยก็ตาม) ที่ให้สิทธิเสรีภาพในการหลับนอนที่ไหนอย่างไรก็ได้ เขาขอแค่อย่าไปทำสิ่งที่ผิด ดังนั้นแค่ไม่ทำผิด เราทุกคนก็สามารถอดตาหลับขับตานอนหรือจะนอนตีพุงคลึงอวัยวะเพศอย่างไรก็ได้ไม่มีใครว่า (ยกเว้นว่าคุณเผลอไปคลึงของคนอื่น) ดังนั้นการที่อยู่ๆ รัฐก็บอกเราอ้อมๆ ว่าถ้าเรายังจะขืนนอนอยู่ในประเทศนี้อีกล่ะก็ รัฐก็จะพาเราไปนอนในสถานที่พิเศษอันมีมุ้งลวดแถมมุ้งเหล็กแถมรั้วคอนกรีตหนาๆ แถมลิดรอนอิสรภาพอีกนิดหน่อย (แถมเยอะมาก) พอเป็นพิธี นั้นแสดงว่าเราต้องเผลอไผลทำผิดในระดับจัมโบ้ที่รัฐยอมให้ไม่ได้จริงๆ และนั่นก็ทำให้เราต้องประกอบกิจกรรม ‘ลี้ภัยการเมือง’ ในที่สุด

น่าสงสัยว่าถ้าเราต้องตกเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองเข้าจริงๆ คืนแรกๆ ของการนอนต่างถิ่นเราจะคิดอะไร เราจะหลับทันทีที่หัวถึงหมอนเลยไหม เราจะกลัวเจอตุ๊กแกบนเพดานเหมือนที่เคยกลัวเวลาไปนอนต่างจังหวัดหรือเปล่า หรือเราจะตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นมาทันดูพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนตอนไปเที่ยวภูกระดึงนั่นไหม (บทแทรก- ไอ้เผ่าฯ ทำอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยตื่นทันเลยสักครั้ง พับผ่า!) ภาวะแปลกแยกของการนอนต่างถิ่นที่นัยยะของการกลับบ้านยังคลุมเครือนั้นยังพอมีที่เหลือให้เราคิดอะไรโรแมนติกได้อีกหรือเปล่าในเมื่อคนเขาพูดถึงเราในฐานะคนไม่ดีที่หนีไปตายเอาดาบหน้า

หรือเราจะตาค้างจนนอนไม่หลับ เพราะเอาแต่ขบคิดคลั่งแค้นที่ผู้คนในรัฐไม่เข้าใจเราหรือเข้าใจเราผิดไปพลางหาทางพิสูจน์ตัวเอง (ถ้ามันเรียกว่าอย่างนั้นน่ะนะ)

นี่คือสิ่งที่เราสงสัย แต่ไม่อยากรู้จนถึงขั้นต้องหาคำตอบให้ตัวเอง ของบางอย่างแค่สงสัยก็เท่แล้ว ไม่ต้องรู้คำตอบก็ได้

กรณี ‘เขาคนนั้น’ ขอลี้ภัยการเมืองเพื่ออาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษที่เป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมนั้นชวนให้เราสงสัยเรื่องที่ว่านี้

แม้ในความจริง วันที่นั่งอู้งานเพื่อพิมพ์บทความชิ้นนี้ เขาคนนั้นจะออกมาบอกกับสื่อต่างๆ แล้วว่าเขาไม่ใช้สิทธิ์ในการลี้ภัยการเมือง เขาจะกลับมายังรัฐที่เขาสังกัดเพื่อต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างแน่นอน นั่นก็อาจตอบคำถามได้แล้วว่า ภัยการเมืองมันหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะแบกรับสถานะผู้ลี้ไหว หรือไม่เขาก็อาจจะกลัวตุ๊กแกบนเพดาน หรือกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่อีก (ถ้าเป็นข้อนี้จริง แสดงว่าเป็นคนโรแมนติกมากจนน่ากังวล)

หรือแท้จริงแล้ว สถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองนั้นมันต้องจ่ายแพงมากเกินไป เงินเท่าไหร่ก็ซื้อภาวะบุคคลที่ ‘รัฐต้นสังกัดไม่อาจยอมรับได้’ ให้กลายเป็นบุคคลที่เดินเหินอยู่อย่างปกติสุขในประเทศตัวเองไม่ได้

อันที่จริง ประเด็นนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับสภาวะ ‘ลี้ภัยการเมือง’ นี้เป็นเหมือนกระจกที่ส่องสะท้อนสัจธรรมของพระพุทธองค์ที่ว่า ไม่ว่าผู้นั้นจะลี้ภัยการเมืองได้หรือไม่ หรือที่สุดแล้วสิ่งที่เขาทำจะเรียกว่าภัยหรือไม่ก็ตาม

กับสิ่งที่เขาทำและสิ่งเขาต้องเผชิญอยู่นั้นบอกได้อย่างเดียวว่า เขาไม่อาจลี้ภัยตัวเองได้เลย

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามเกม เอ๊ย ตามกรรม (จบแบบมีโฆษณาแฝง)

ไม่อยากมอบดอกไม้ให้บัณฑิต

•July 27, 2008 • 15 Comments

เมื่อไม่นานนี้เราไปงานรับปริญญาของรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งเคยมาฝึกงานกับเรา ตอนแรกที่เธอชวนให้ไปวันซ้อมใหญ่ เราพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไป แถมยังชั่วถึงขั้นบอกน้องไปว่า ต่อให้พี่ไม่ไปเขาก็ให้ปริญญาน้องอยู่ดี ดังนั้นพี่ไม่ไปนะ

แต่สุดท้ายด้วยคำชวน (ที่ทำให้เรา) เชื่อได้ว่าน้องเขาคงอยากให้เราไปจริงๆ ประมาณว่าเธอคงเสียดายมากถ้าไม่ใส่ชุดครุยยืนคุยและถ่ายรูปร่วมกับเรา (อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าน้องคนนั้นจะบอกว่า ‘เปล่าเลย ไอ้พี่เผ่าฯ ฉันชวนแกตามมารยาทไปอย่างนั้นเอง’ ก็เสียใจด้วย พี่เผ่าสำคัญตนไปแล้ว) สุดท้ายคนที่ไม่ชอบไปงานรับปริญญา (และงานอื่นๆ ที่มีคนหมู่มาก) อย่างเราก็ยอมแพ้และไปตามนัดอย่างว่านอนสอนง่าย

เราไปถึงแต่เช้า (ซึ่งแปลได้ว่าสายสำหรับคนอื่น) แต่ก็ไม่เช้าพอที่จะทำให้บริเวณมหาวิทยาลัยไร้ผู้คน ตรงกันข้ามมันกลับคับคั่งควบแน่นและเต็มไปด้วยญาติโกโหติกา แฟน ชู้ รุ่นน้อง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกายกรรม มโนกรรม วจีกรรมกับบัณฑิตเดินกันให้ขวักไขว่ยั้วเยี้ย เราไปถึงก็แทบอยากจะกลับหลังหันเสียเดี๋ยวนั้น หากแต่ว่าได้สำคัญตนผิดไปแล้ว วันรับปริญญาของน้องเขาจะไม่สมบูรณ์หากขาดเรา คิดได้อย่างนี้จึงกัดฟันหันเข้าหามวลชนไปตามทางที่พอมีให้เท้าสืบไป

ตามธรรมเนียมที่เริ่มกันมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ว่าอย่าไปงานรับปริญญามือเปล่า ไม่ได้หมายความว่าต้องเจียดเงินใส่ซองแบบงานแต่งหรืองานศพ หรือแม้แต่ซองผ้าป่า แต่มันหมายความว่า เรา, ในฐานะผู้ไปแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ควรจะหยิบยื่นวัตถุมงคลอันแสดงให้เห็นถึงความปิติยินดีในวาระที่น้องเขาเรียนจบบ้าง ส่วนใหญ่วัตถุมงคลนั้นมักจะได้แก่ ช่อดอกไม้ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ไปจนจัมโบ้มหึมา สิบกว่าปีที่แล้วที่เรายังเป็นบัณฑิตและรับปริญญา (อืม เห็นโง่ๆ อย่างนี้ เราก็เรียนจบ) สิ่งที่ผู้คนหยิบยื่นให้กันในวันรับปริญญายังเป็นช่อดอกไม้ที่ว่าอยู่

แต่ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป เราตื่นเต้นที่ได้พบสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ดอกไม้ในวันอย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาหมี (ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหมี หมีเป็นสัญลักษณ์ของการสำเร็จการศึกษาหรือไร ถ้าใช่ คงต้องวานราชบัณฑิตฯ เปลี่ยนสำนวนเป็น ‘เรียบร้อยโรงเรียนหมี’ เสียแล้ว) ลูกโป่งหลากสีสัน แต่ที่เด็ดมากก็คือป้ายทะเบียน ‘จบ xxxx’ (x ในที่นี้หมายถึงปีพ.ศ.ที่บัณฑิตรับปริญญา) ซึ่งไม่รู้ว่าได้รับความนิยมแพร่หลายตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นคนคิด

แต่ก็เข้าท่าและแปลกตาดีเหมือนกันเมื่อเห็นผู้คนยืนถือป้ายทะเบียนสีแดงนี้ ราวกับชนะการประมูลทะเบียนเลขสวยของกรมการขนส่งทางบก แต่เราไม่ได้ซื้อป้ายทะเบียนที่ว่านี้หรอก เพราะตรองดูแล้วพบว่าทำใจไม่ได้เวลาเห็นตัวเองต้องยื่นป้ายทะเบียน ‘จบ xxxx’ ให้กับใครก็ตาม

เราซื้อช่อดอกไม้ขนาดเหมาะมือ ราคาแพงขูดเลือดไปนิด แต่ก็อย่างว่าถ้าเขาไม่ขายแพงวันนี้ เขาจะไปขายแพงวันรับน้องเฟรชชี่ก็คงจะไม่เข้าท่า อีกอย่างมันก็ไม่แพงหรอกเมื่อคิดว่าเราไม่ได้เสียเงินจำนวนนี้ทุกสามเดือน ชั่วชีวิตนี้คงไม่รู้จักบัณฑิตใหม่บ่อยขนาดนั้น

ทันทีที่จ่ายเงิน และรับช่อดอกไม้มาถือไว้อย่างเก้อเขิน (ไม่รู้จะเขินทำไม ก็รู้อยู่ว่าประเดี๋ยวก็ให้น้องเขาไปแล้ว แต่ไม่เคยชินเวลาต้องถือช่อดอกไม้ไม่ว่าจะในโอกาสใดก็ตาม) เราก็เดินฝ่าฝูงคนไปหาบัณฑิต เพื่อให้บัณฑิตพาไปหาผลดังสำนวนกล่าว

ระหว่างทางแออัด เราเกิดคำถามขึ้นในหัวว่า เมื่อมอบดอกไม้แสดงความยินดีและชักภาพเป็นที่ระลึกกันแล้ว ช่อดอกไม้นี้จะเดินทางต่อไปสู่หนไหน คิดแล้วก็ให้ใจหาย ไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน ราคาค่างวดของมันไม่ชวนให้น่าอาลัยอาวรณ์หรอก แต่ชั่วโมงของการมีตัวตนอยู่ของมันต่างหากที่เราสงสัย

มันมีค่าแค่เพียงตอนยื่นและพูดคำว่า “ยินดีด้วยนะจ๊ะ” เท่านั้นหรือ เมื่องานเลี้ยงเลิกราและปริญญากลายเป็นเพียงเครื่องประดับตู้โชว์ประจำบ้าน (ที่ทุกวันนี้เราเองก็ไม่แนใจว่ามันอยู่ไหน แต่แม่ของเรามักจะรู้ แปลกดี) ดอกไม้ที่เราใช้เป็นสักขีพยานแห่งความยินดีนั้นเล่ามันจะไปอยู่ในถังขยะใบไหน

เราไม่ได้ใจดำถึงขั้นต่อต้านหรือตั้งคำถามกับวิธีปฏิบัติที่น่ารักและชื่นมื่นของการแสดงความยินดีในวันรับปริญญานี้ เราแค่สงสัยว่าเมื่อคำนวณเวลาที่ช่อดอกไม้มีอยู่จริงในความทรงจำเทียบกับเวลาที่มันก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา ผลที่ได้มันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแล้วหรือ กว่าดอกทิวลิป กุหลาบ หรือดอกอะไรก็ตามจะเติบโตจนแม่ค้าไปซื้อมาตัดกิ่งแต่งใบจนกลายเป็นช่อสวยงาม (ที่ส่วนตัว เรามองยังไงก็ไม่สวย) เทียบกับชั่วเวลาสั้นๆ ในการยื่นให้ ยินดี และถ่ายรูป แล้วช่อดอกไม้ก็หมดหน้าที่

คิดแล้วใจหายเสียดายของ

คืนนั้นเราได้คุยเอ็มเอสเอ็นกับน้องคนเดิม เราเอ่ยปากถามว่าดอกไม้ของเราตอนนี้อยู่ที่ไหน น้องคนเดิมบอกว่าอยู่ในห้องหนู เราถามต่อว่าแล้วหลังจากนั้นล่ะ จะทิ้งมันวันไหน

ดูเหมือนน้องบัณฑิตใหม่ จะเข้าใจผิดคิดว่าเราอยากได้รับความสำคัญจากเธอมากกว่าคนอื่นๆ เธอจึงตอบเชิงเอาใจว่าไม่ทิ้งดอกไม้ของพี่หนูจะเก็บให้มันแห้งไปเลย

เราก็เลยถามต่อว่า แต่แห้งแล้วก็ต้องทิ้งอยู่ดีใช่ไหม

ลงท้ายเธอก็เลยงงว่าตกลง (มึง) พี่จะเอาอะไรคะ

ไม่หรอก เราไม่ได้เอาอะไร ไม่อยากได้อะไรแม้แต่ความสำคัญ เราแค่อยากรู้ว่า ถ้าเราไปงานรับปริญญามือเปล่าจะได้ไหม

เราอยากแสดงความยินดีโดยที่ไม่เบียดเบียนอะไร หรือถ้าจำเป็นต้องเบียดเบียนเราก็อยากใช้มันให้คุ้มค่ากว่านี้

หรือว่า

คราวต่อไป (ถ้ามี) ไอ้เผ่าฯ จะซื้อทะเบียน ‘จบxxxx’ ติดมือไปด้วยให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป

ไม่เหี่ยว ไม่เฉา ไม่ต้องเด็ดดอกไม้ แถมแปะฝาบ้านได้อีก

เออ ใครคิดวะ ขอแสดงความนับถือ 

เจ๋ง!

มนุษย์สิยะทำ

•July 4, 2008 • 11 Comments

มีการประมาณไว้ว่าอีกสิบกว่าปีน้ำมันจะหมดโลก

หมายความว่าต่อให้เราสร้างหัวขุดหรือแท่นเจาะน้ำมันที่ทรงประสิทธิภาพขนาดไหน หรือสามารถเจาะลงไปยังแกนกลางโลก ทะลุสะดือทะเลไปเขี่ยไส้ติ่งโลกเท่าใดก็ไม่มีความหมาย เพราะลงท้าย เราก็ได้แต่ดินแข็งๆ ลาวาเหลวๆ มาทำเครื่องปั้นดินเผาแทนอยู่ดี

นอกจากน้ำมันที่จะเกลี้ยงถังใบใหญ่ในไม่ช้าแล้ว ชั่วชีวิตนี้ คนยุคเราน่าจะเป็นเจเนอเรชั่นที่โชคดีพอที่จะได้เห็นปรากฎการณ์อะไรเจ๋งๆ อีกมากเช่นกรุงเทพและเมืองใหญ่ๆ ในเส้นศูนย์สูตรเดียวกันจมน้ำ ตอนนี้บางส่วนของสมุทรปราการและบางขุนเทียนก็เริ่มโดนน้ำทะเลลามเลียบ้างแล้ว หรือสัตว์บางสายพันธุ์สูญพันธุ์ ในอนาคตการจะเห็นแมลงปอสักตัวอาจทำได้ที่บ้าน ด้วยการค้นหาในกูเกิ้ลหรือทำความรู้จักจากวิกิพิเดีย เพราะเป็นความจริงที่ว่าจำนวนประชาการแมลงปอในเมืองฟ้าอมรอย่างกรุงเทพเริ่มร่อยหรอลงไป ลองถามตัวเองก็ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหรือโชคดีกว่านั้นคือได้วิ่งไล่จับแมลงปอเริงระบำกลางทุ่งหญ้าในฤดูร้อนนั้นมันเมื่อไหร่กัน สิบหรือยี่สิบกว่าปี่ที่แล้ว

ล่าสุดเปียกๆ หมาดๆ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บางกอกของเราก็เกิดปรากฏการณ์พิเศษที่ไม่ใช่การที่นายกรัฐมนตรีพับนกกระดาษกลางสภา (วาดลูกตากับทำแท่นให้ด้วยนะ) เพราะสิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์พิเศษมากที่หาดูไม่ได้อีกแล้ว (นี่ถ้านายกฯ พับแบบโอริกามิจะยิ่งพิเศษคูณสอง) หากแต่ปรากฏการณ์พิเศษที่ว่านี้ก็คือการที่กรุงเทพของเราถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทะมึนขนาดใหญ่ไปทั่วเมือง แบ่งส่วนที่อยู่ในเมืองกับนอกเมืองออกเป็นสองซีกอย่างเห็นได้ชัด (กรุณาดูรูปที่ไปขโมยเขามาประกอบ)

เมฆ

ปรากฏการณ์นี้นอกจากจะทำให้ฝนตกรถติดและเรียกแท็กซี่ยากขึ้นกว่าเดิมสามเท่าแล้ว มันยังสะท้อนความปรวนแปรของสภาพภูมิอากาศของบ้านเราและของโลกได้เป็นอย่างดี

อันที่จริงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในสังคมไทยเป็นเรื่องน่าเบื่อและคนที่เคลื่อนไหวอย่างจริงจังก็คร้านที่จะพูดถึง เพราะพูดไปเท่าไหร่ เคลื่อนไหวขนาดไหนคนไทยก็ไม่สามารถสร้างจิตสำนึกเรื่องนี้ให้สลักลงในกะโหลกแบบถาวรได้ เพราะถ้ามันทำได้อย่างนั้นจริง ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยมันน่าจะดีขึ้นตั้งแต่สมัยที่ศิลปินไทยทุกคนมีเพลงอนุรักษ์ธรรมชาติติดอัลบั้มกันคนละเพลงสองเพลงแล้ว เพราะเห็นทำกันจริง ร้องกันจัง สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ไม่ดีขึ้นมาไม่เป็นไร แต่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น จำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นนั้น แปลได้ว่ามันไม่ดีขึ้นก็พอทน ที่แย่กว่าคือมันดันเลวลง

และเมื่อมันเลวลง เราก็ค่อยเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ยอมรับเถอะว่า เรา (หมายถึงคนเขียน คนอ่าน และคนอื่นๆ) ตื่นตัวเรื่องนี้ได้ก็เพราะกระแสโลกร้อนที่จุดขึ้นโดยหนังสารคดีของอัล กอร์และคนอื่นๆ ที่ช่วยกันทำให้ปัญหาโลกร้อนกลายเป็นเรื่องทันสมัยอยู่ในกระแส เรากล้าแอ่นอกยอมรับกันได้ไหมว่า เราไม่ได้คิดเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่แรก เราไม่ได้สนใจเรื่องนี้เพราะเราเห็นว่าโลกเลวร้าย เราแค่เห็นว่าโลกกำลังวิกฤตจากภาพและเรื่องที่คนอื่นนำเสนอมาต่างหาก ทั้งที่ในความเป็นจริงบ้านเรายังมีคนที่มีความคิดเป็นปราชญ์อีกมากที่มีวัตรปฏิบัติอันไม่เบียดเบียนโลกและพยายามออกมากระตุ้นเตือนเรื่องสิ่งแวดล้อม น่าเสียดายพวกเขาไม่ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และพวกเขาไม่ได้ทำหนังสารคดี

เรามายอมรับความจริงกันดีไหมว่าที่เราตื่นตัวเรื่องนี้เพราะบังเอิญมันเป็นแฟชั่น

แล้วมาดูซิว่า เราตอบรับกับวิกฤตนี้อย่างไร คำตอบคือแบบไทยๆ และแบบเปลือกๆ (คำว่า “ไทยๆ” และ “เปลือกๆ” นี่เห็นทีจะใช้อธิบายพฤติกรรมได้อีกหลายอย่าง) เรานัดกันปิดไฟสิบนาทีสิบห้านาที เราบอกว่าลดการใช้รถหันมาพึ่งระบบขนส่งมวลชนกันเถอะ แล้วเราก็บอกให้ใครต่อใครใช้ถุงผ้า แล้วก็ทำนั่นสิดี ทำนี่สิดี

ถ้าทำได้จริงและทำอย่างมีสมองมันก็ดีอยู่หรอก แต่ที่เห็นอยู่เราไม่เชื่อว่านี่คือวิธีแก้ปัญหาที่ถูกจุด ปิดไฟแล้วดียังไงในเมื่อเราก็กลับมาเปิดไฟใช้พลังงานกันอย่างฟุ่มเฟือยต่อไปตามเดิม (แถมบางคนโรคจิตถึงขั้นเปิดไฟชดเชยจำนวนที่หายไปในตอนปิดด้วย) ลดการใช้รถขึ้นรถสาธารณะดียังไง ในเมื่อระบบขนส่งมวลชนที่รวดเร็วและไม่ใช่รถเมล์บ้านเรายังไม่สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายได้ทั่วเมือง ใช้ถุงผ้า-ลดถุงพลาสติกประสาอะไร ในเมื่อทุกห้างร้าน ทุกห้องเสื้อ ทุกหน่วยงานแข่งกันผลิตถุงผ้าสร้างภาพลักษณ์และแอบประชาสัมพันธ์กันจนโรงงานผลิตถุงผ้าทำกันไม่ทัน พอทำไม่ทันก็ต้องเร่งการผลิต เมื่อไหร่ที่มีการเร่งการผลิตก็แปลว่าทรัพยากรของโลกไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งต้องถูกทำให้ร่อยหรอลง

ยอมรับเถอะว่าถุงผ้า ลดใช้รถ หรือปิดไฟก็เอาไม่อยู่และไม่ช่วยอะไร

ยอมรับเถอะว่าตอนนี้มันสายไปแล้ว ไอ้ที่บอกว่ายังไม่สาย ก็แปลว่ายังไม่สายที่จะอยู่เห็นหน้ากันในตอนนี้ แต่อีกสาม-สี่สิบปี ไม่ใครก็ใครต้องจมน้ำตายไปก่อน

จะแต่งอีกกี่เพลง คราวนี้ก็คงไม่มีประโยชน์ เราเสียโอกาสสุดท้ายในการสร้างจิตสำนึก หรือให้การศึกษาที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมไปวันละนิดวันละหน่อยมานานแล้ว

ที่ทำได้ก็คือใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด และทำลายธรรมชาติให้น้อยที่สุด ยังไงก็เหลือแมว หมาไว้ให้ลูกหลานได้รู้จักบ้าง อย่าเพิ่งไปทำให้มันสูญพันธ์ตอนนี้

แล้วค่อยตั้งใจร่างสุนทรพจน์กล่าวคำอำลาโลกใบนี้กันดีกว่า

อย่าเสียใจในสิ่งที่เราเป็นคนทำมันขึ้นมาเองทั้งหมด เพราะไม่อย่างนั้นวิญญาณสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้วอาจด่าพ่อเราได้ว่า มึงเพิ่งมาเสียใจอะไรตอนนี้ ไอ้ชาติคน

บางทีมนุษย์ธรรมอันสุดท้าย ที่มนุษย์อย่างเราๆ สามารถทำและมอบให้กับโลกใบนี้ได้ก็คือการตระหนักได้ว่า แค่ไม่มีเรา สิ่งมีชีวิตที่อาจหาญและถือดีเรียกโลกใบนี้ว่าโลกมนุษย์ไปเสียสปีชี่เดียว โลกอาจไม่โดนทารุณกรรมขนาดนี้ และเป็นโลกของทุกคน ทุกต้น ทุกพันธุ์ ทุกสปีชี่

ดังนั้น ทุกขณะที่กำลังหายใจ อย่าลืมขอบคุณโลกที่ใจดีให้เราปู้ยี่ปู้ยำอย่างไร้มนุษย์ธรรมโดยที่ไม่ถือสาหาความกับเผ่าพันธ์ที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างพังทั้งหมดซึ่งเรียกว่ามนุษย์

ปีแห่งกบ

•June 4, 2008 • 16 Comments

หากใครนั่งรถเมล์สายเจ็ดสิบหรือขับรถผ่านไปแถวทางเข้าสวนสัตว์เขาดินบริเวณข้างพระที่นั่งอนันตสมาคมก็น่าจะพบรูปปั้นกบขนาดมหึมา ตาแดงก่ำ และผิวหนังเขียวอมครามเมลืองมลังตั้งตระหง่านอยู่ตรงบริเวณนั้น

มันโดดเด่นท้าทายสายตาเสียจนคนไม่ชอบสวนสัตว์อย่างเรา ต้องเหลียวหลังหันไปมองพร้อมด้วยความสงสัยว่า กบหรือรูปปั้นกบมีความสำคัญกับสวนสัตว์เขาดินนี้อย่างไร ใยจึงได้รับเกียรติให้มีรูปปั้นประกาศสปีชี่ของตัวเองอย่างนั้น

ก่อนที่จะถึงบางอ้อบนถนนอู่ทองเมื่อเหลือบเห็นป้ายไม้สลักอยู่ข้างล่างอนุสาวรีย์กบความว่า : 2551 ปีแห่งกบ - 2008 Year of Frogs

เท่านั้นแหละ แทบจะวิ่งลงจากรถเมล์ (ใครที่คิดว่าเป็นคนฐานะดี มีรถขับ คงได้รู้ความจริงกันเสียที) ลงไปถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์พี่กบตัวนี้ไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อยทันที แต่ลงท้ายแล้วไม่ได้ทำ

แต่เพราะไม่ได้ทำนี่แหละ ที่ทำให้ภาพของรูปปั้นกบและปีแห่งกบที่เห็นเพียงชั่วนาทีนี้ติดค้างอยู่ในความคิดจนเกิดเป็นความสงสัยว่าทำไมปีนี้จึงเป็นปีแห่งกบ ใครหรือกบตัวไหนเป็นคนกำหนด 

ถ้าให้เดา บางทีมันอาจเป็นเพียงแค่กลยุทธ์หรือแคมเปญพิเศษที่สวนสัตว์ดุสิตคิดขึ้นมาเพื่อใช้เรียกผู้คนให้เข้ามาชม…เอ่อ…ชมกบ และสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ใช่กบก็ได้…สรุปว่าอย่างนั้นเลยก็แล้วกัน

รถเมล์ปรับอากาศแบบยูโรสีส้มคันเดิมวิ่งต่อมาถึงบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า กระเป๋าสาวร่างใหญ่ (ทำไมกระเป๋ารถเมล์ผู้หญิงมักตัวใหญ่) ก็ประกาศให้ผู้โดยสารทราบว่ารถเมล์จำเป็นต้องวิ่งออกจากเส้นทางเดิม เพราะติดขบวนชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์

ไวเท่าความคิด เรารีบลงจากรถเมล์คันเดิมโดยพลัน ไม่ได้ตั้งใจจะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรเพราะว่ากันตามตรงก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในจุดประสงค์ของการชุมนุมและยังมีความสงสัยบางประการในการออกมาทำกิจกรรมการเมืองภาคประชาชนของพวกเขา แต่ที่แน่ใจและไม่ต้องสงสัยก็คือ ไม่ชอบในสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำและพยายามจะทำอยู่

เมื่อลงมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่บนถนนราชดำเนินนอก ด้านหนึ่งเสียงจากกลุ่มพันธมิตรก็ดังทะลุลำโพงแบบซูเปอร์พาวเวอร์ขึ้นมา ตำรวจเองก็ตรึงกำลังรับมือรอท่า ตำรวจกลุ่มหนึ่งรับมือด้วยการล้อมวงกินข้าวกล่องและคุยกัน (ใช้กล่องโฟม แสดงว่าไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่ใช้กันแล้ว คนอินเทรนด์ต้องกินในปิ่นโต) หันไปอีกด้านหนึ่ง ทำเนียบรัฐบาลยังคงเงียบสนิทไร้ท่าทีและการเคลื่อนไหวที่มองเห็นได้ด้วยแว่นตาหรือตาเปล่า

รูปปั้นปีแห่งกบหน้าเขาดินโผล่พรวดขึ้นในความคิดทันที

ในขณะที่ชีวิตสรรพสัตว์ต่างสายพันธ์หลากสปีชี่นับหมื่นตัวพันตัว (ตกลงมันมีกี่ตัวก็คิดเอาเอง) ในสวนสัตว์ต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ, หมายความว่ามันอาจกระทบกระทั่งหรือเลยเถิดไปถึงขั้นขบเคี้ยวกันบ้างก็จริง แต่โดยรวมแล้วก็น่าจะอยู่ในสภาวการณ์ที่ยังพอตกลงกันได้ แกไม่หลุดเข้ามาในกรงฉัน ฉันก็ไม่เขมือบแก และบางตัวก็อาจจะใจดีถึงขั้นที่ประกาศว่าฉันไม่เขมือบแกหรอก เพราะฉันเป็นมังสวิรัติ

โดยรวมก็คือแม้จะมีขอบรั้วขวางหน้า ขอบกรงขวางกั้นมันก็ยังอยู่ร่วมกันได้ ต่อให้ปีนี้เป็นปีพิเศษของกบ อีเห็นหรือสมเสร็จก็คงไม่อิจฉาเรียกร้องอยากมีปีหรืออนุสาวรีย์ของตนบ้าง

ย้อนมาดูมนุษย์ที่อยู่ไม่ไกลจากสวนสัตว์อย่างเราๆ ดูบ้าง บางครั้งเราเองก็ไม่ต่างจากกบในนิทานเรื่อง ‘กบเลือกนาย’ ที่ได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ใช่แล้ว, เราเพิ่งผ่านการเลือกนายมาหมาดๆ แล้วเราก็ได้นายใหม่ที่เข้ามาดูแลพวกเรา จะโดยเต็มใจหรือไม่ แต่ลงท้ายเราต้องยอมรับนายคนนั้น เพียงเพราะเขาดันมาตามกติกาที่พวกเราวางเอาไว้เอง แม้กติกาเหล่านั้นอาจมีช่องว่าง แต่การยอมรับคือการยอมรับ ไม่ว่านายพวกนั้นจะเป็นขอนไม้ผุเป็นเรือ หรือเป็นบ่าววี (อันนี้ฮาแน่) เราก็จำต้องยอมรับเพื่อยืนยันถึงระบบและระบอบที่เราเชื่อและเสียสละเลือดเนื้อเพื่อให้ได้มันมา

แม้จะแลกมากับความรู้สึกแสนปวดใจยามที่นาย (บนสมมติฐานว่าตอนนี้เป็นขอนไม้ผุๆ ไปก่อนก็แล้วกัน) คนใหม่ของเราอ้างว่าเขามีความชอบธรรมที่จะชอบทำในสิ่งที่ไม่เข้าท่าเพียงเพราะตัวเลขข้างมากที่เขาอวดอ้างว่าอยู่ข้างเขา โดยแกล้งลืมความเป็นจริงว่าในบึงมนุษย์กบแห่งนี้ เมื่อรวมตัว (คน) ที่ไม่ได้เลือกเขาทุกตัวแล้วจะมีมากกว่าเสียงข้างมากที่เขาได้รับก็ตามที

แต่โดยวิถีที่เราเลือก เราต้องกัดฟันยอมรับ

แต่ดูเหมือนว่ากบบางคน (ตัว) ไม่อาจกัดฟันยอมรับได้ พวกเขาจึงออกมาเรียกร้องและต่อสู้ด้วยวิธีที่เขาเคยเรียกว่าอหิงสา ซึ่งหนึ่งในบัญญัติของอหิงสานั้นเกลียดบาป แต่ยินดีต้อนรับคนบาป

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่กบเหล่านี้แสดงออกมาในระยะหลัง เราเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้สมควรเรียกว่าอหิงสาหรือว่าการได้คืบจะเอาศอก ได้สุทธิสารจะเอาห้วยขวาง (เอ้า…ฮา) กันแน่

ล่าสุดไม่ได้มีแค่กบและนายขอนไม้ผุเท่านั้น เมื่อบึงแห่งนี้ยังต้อนรับกบอัลเทอร์เนทีฟทางเลิอกที่สาม ที่ไม่อยากเห็นความรุนแรงอุบัติขึ้น พวกเขากำหนดสีขาวเป็นสัญญะแห่งความสันติที่คิดเอาไว้

แต่สันติจะเกิดขึ้นในบึงที่ต่างฝ่ายต่างสร้างแรงกะเพื่อมเข้าหาและสาดใส่กันได้อย่างไร สันติจะดำรงสถานะและแตกดอกออกผลได้อย่างไรในเมื่อยังไม่มีความสงบให้มันสังเคราะห์แสง

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความจริงว่าด้วยระบอบที่เราเชื่อว่ามันดีนั้น จำเป็นต้องมีทั้งคนพูด คนฟัง และคนทำ

แต่เท่าที่เห็นกบที่รายล้อมพวกเราอยู่ในตอนนี้มีแต่คนพูดกับคนทำ

แต่เราล้มเหลวในการเงี่ยหูฟังซึ่งกันและกัน

ปีนี้จึงอาจเป็นอีกปีของกบอย่างเราๆ ที่พบว่า สุดท้ายเราไม่ได้เดินหน้าไปไหน

และอีกไม่นานเราก็จะเลือกนายใหม่ และเรื่องเดิมๆ ก็เกิดขึ้นซ้ำเล่า

ซ้ำเสียจนจะต้องสร้างอีกกี่อนุสาวรีย์ กำหนดปีแห่งกบอีกกี่ครั้ง เราจึงจะเรียนรู้กันเสียที

ลองตะแล่บแก๊บ

•May 10, 2008 • 20 Comments

วันที่สามสิบ เดือนเมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันสุดท้ายของเดือนแห่งมหกรรมสงกรานต์แล้ว ยังถือเป็นวันสุดท้ายที่บริษัท กสท. โทรคมนาคมเปิดให้บริการโทรเลขในประเทศไทย ก่อนจะจบอายุขัยของมันไว้ที่หนึ่งร้อยสามสิบสามปี

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2418 ที่รัชกาลที่ห้าทรงมีพระราชดำริ (นานๆ จะใช้คำราชาศัพท์เสียที เกร็งมาก หากใช้ผิดขออภัย) จัดให้มีการใช้โทรเลขขึ้นเป็นครั้งแรกโดยวางสายโทรเลขต่อท่อลอดใต้แม่น้ำจากกรุงเทพไปยังบริเวณปากน้ำสมุทรปราการ เพื่อใช้ในราชการนั้นถือได้ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการสื่อสารในประเทศไทย หลังจากที่คนไทยคุ้นเคยกับส่งจดหมายผูกขานกพืราบมานานปี แถมตอนนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารที่เรียกว่า ‘จดหมาย’ นั้นก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะถูกจำกัดไว้ให้กับคนในระดับเจ้านายที่อ่านออก-เขียนได้ และมีแสตมป์เท่านั้น ส่วนบ่าวไพร่ชนชั้นอีเย็นทั้งหลายอย่างเก่งคงมีส่วนร่วมได้แค่ใช้ลิ้นเลียแสตมป์แปะลงบนจดหมายของคุณท่านไปก่อน

หลังจากโทรเลขที่ปากน้ำสมุทรปราการเปิดใช้งานในราชการได้แปดปี คราวนี้ก็ถึงตาของประชาชนทั่วไปที่สามารถเคี้ยวหมากกันปากแดงหนุบหนับเดินไปใช้บริการเทคโนโลยีการสื่อสารสุดฮิปนี้กันได้แล้ว จึงไม่แปลกที่โทรเลขจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในชื่อ ‘ตะแล่บแก๊บ’ อันผกผันมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า ‘เทเลกราฟ’ (Telegraph) ที่แปลว่าโทรเลข 

ถ้ามองกันในมิติปัจจุบัน เราอาจงงระดับไม่เข้าใจไปจนถึงระดับไม่เข้าใจโลกว่า ‘เทเลกราฟ’ มันผิดเพี้ยนไปเป็น ’ตะแล่บแก๊บ’ ได้อย่างไร แต่จะใส่ใจไปทำไมในเมื่อภาษาไทยส่วนหนึ่งที่ใช้ในปัจจุบันก็เป็นการหยิบยืมภาษาต่างด้าวมาใช้อย่างผิดเพี้ยนไปจากเสียงต้นฉบับแต่ปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทยทั้งสิ้น หมอที่ชื่อ ‘แบรดลี่ย์’ ก็ไปเรียก ‘บรัดเลย์’ ประเทศ ‘อิง (เกอร์) แลนด์’ ก็ไปเรียก ‘อังกฤษ’  ‘นิปปอน’ ก็เพี้ยนไปเป็น ‘ญี่ปุ่น’ แล้วทำไม ‘เทเลกราฟ’ จะเป็น ‘ตะแล่บแก๊บ’ ไม่ได้

ดังนั้น ‘ตะแล่บแก๊บ’ จึงถือเป็นการ ‘Thailandization’ หรือการทำให้เป็นแบบไทยๆ (ของแท้ต้อง ‘ไทยๆ’ ที่ไม่ใช่ ‘มีความเป็นไทย’) แรกๆ ของสยามประเทศ เก๋กว่าเจแปนไนซ์อีก

ว่าแต่เรากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่นะ

อ้อ ตะแล่บแก๊บ-โทรเลขนั่นเอง

นั่นแหละ นับตั้งแต่สอง-สามย่อหน้าข้างบนที่ผ่านมาโทรเลขก็กลายเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ได้รับการยอมรับว่าสะดวกและรวดเร็วที่สุด ที่คนเราจะนึกคิดกันได้ ความแพร่หลายและป๊อบปูล่าร์ของโทรเลขมีมากพอที่จะทำให้กระทรวงศึกษาจัดให้มีการเรียน-การสอนวิธีการใช้โทรเลขบรรจุลงในหลักสูตรของวิชาสปช.ของเด็กนักเรียนประถม (หรือมัธยมก็จำไม่ได้ ผ่านมานานมากเป็นโกฏิปีแล้ว)

มีเรื่องน่าสนุกเรื่องหนึ่งอยากเล่า นั่นก็คือ จากการสอบถามเด็กชายวัยสามสิบอัพจำนวนหนึ่งว่าหลังจากที่ครูสอนเขียนโทรเลขแล้ว คำแรกที่เขียนคือคำว่าอะไร เจ็ดสิบแปดจุดสามห้าเปอร์เซ็นต์บอกว่ามันคือคำว่า “พ่อตาย” หรือ “พ่องตาย” (คำหลังเสียค่างองูเพิ่มอีกหนึ่งบาท แลกกับความสะใจกว่า) และอีกยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือเลือกที่จะเขียนตัวอักษรสามคำที่แปลว่าอวัยวะฉี่ของเด็กชายนั่นเอง (สมมติฐานข้อนี้ยังใช้ได้กับคำแรกที่เด็กชายเปิดหาความหมายหลังจากใช้ดิคชั่นนารีเป็นได้ด้วย…วิเศษจริงๆ)

นั่นแหละอีกครั้ง- อย่างไรก็ตามโทรเลขก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นในการสื่อสารที่สะดวกกว่าจดหมาย หาใช้ได้ง่ายกว่าโทรศัพท์ และอย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้จักกับชีวประวัติของคนที่คิดค้นรหัสมอร์สเพราะครูบอกว่าออกข้อสอบ

ก่อนที่จะโตมาพบความจริงที่รวดร้าวว่า มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรียนไปเพื่อจดจำตอนสอบ และลืมในเวลาต่อมาเท่านั้นเอง เพราะเมื่อเติบใหญ่จนตีนใหญ่กว่าฝาหอยสามเท่าครึ่งก็พบว่า ไอ้กู-ผมนับครั้งที่จะใช้โทรเลขได้เลย

นั่นคือมีทั้งหมดสามครั้งถ้วน แบ่งออกเป็นส่งหนึ่ง-รับสอง

ครั้งที่หนึ่ง แม่ใช้ให้ไปส่งโทรเลขหาพ่อความว่า ’แม่คุณเสีย กลับด่วน’ แม่คุณในที่นี้หมายถึงยายทวดนั่นเอง

ครั้งที่สองคราวนี้เป็นผู้รับบ้าง เจี๊ยบและท๊อป (ตอนที่ยังไม่เลิกกัน) เพื่อนมหา’ลัยส่งมาอวยพรวันคล้ายวันเกิด 

และครั้งที่สาม-ครั้งสุดท้ายก็ยังเป็นผู้รับอีกอยู่ดี เมื่อคนใกล้ตัวเราเองนี่แหละที่อยู่ๆ ก็ส่งโทรเลขมาหาเพื่อบอกข้อความบางอย่างที่เดินมาบอกกันต่อหน้าก็ได้ แต่พอได้อ่านข้อความเหล่านั้น (ใช้คำว่า ‘เหล่านั้น’ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีอยู่สองคำ) บนกระดาษแผ่นบางกลับได้ความรู้สึกที่แปลกและแตกต่างออกไป  อย่างน้อยที่สุด, คำสองคำที่ปรากฏบนกระดาษก็เป็นพยานหลักฐานว่าเหตุการณ์แบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้มีอยู่และเคยเกิดขึ้นจริง การบอกกล่าวด้วยคำพูดบางครั้งก็อาจมีคุณค่าไม่ต่างจากลมที่พัดออกจากปาก อีกสักพักก็อาจหลงลืมหรือทำมันตกหล่นไปในกาลเวลา

สรุปว่าประสบการณ์ร่วมที่มีต่อโทรเลขของเรามีอยู่เท่านี้

หากพิจารณาจากข้อมูลน้อยนิดชุดนี้ให้ดีจะพบว่า มีเพียงครั้งแรกเท่านั้นที่เราใช้โทรเลขได้สมประสงค์ (ไม่อยากต่อเลยว่า สิงหวนวัฒน์ แต่อดใจไม่ไหว) ของโคล้ด แชปเปผู้ประดิษฐ์การสื่อสารด้วยสัญญาณคลื่นไฟฟ้าต่อเนื่องอันเป็นต้นธารของโทรเลขที่นักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์หลายคนอาทิเซอร์วิลเลี่ยม ฟอร์เธอร์กิลล์ คุ้กผู้ใช้โทรเลขไฟฟ้าทางการพาณิชย์คนแรก, วิลเฮล์ม เวเบอร์ผู้พัฒนาระบบสัญญาณโทรเลขไฟฟ้าแม่เหล็ก, แซมมวล เอฟ บี มอร์ส นามสกุล ‘มอร์ส’ ของเขาคงไม่ต้องขยายความ ไปจนถึงนักประดิษฐ์สายป๊อบอย่างโธมัส เอดิสันและนิโคลา เทสลาต่างช่วยกันทำให้โทรเลขมีคุณประโยช์นต่อมนุษยชาติในฐานะเครื่องมือติดต่อสื่อสารที่เชื่อมคนที่อยู่ห่างไกลกันเป็นร้อยไมล์พันไมล์ให้โยงใยเกี่ยวดองกันได้ (ทำไมรู้สึกเหมือนเป็นแอดเวอร์ของ กสท. วะ)

ส่วนครั้งที่สองและสามของโทรเลขในชีวิตเรา ไม่ต่างอะไรไปจากการไปร้านกิฟต์ช็อปหรือไปเที่ยวสวนสนุก จริงอยู่มันอาจไม่ได้นำพาสารที่สำคัญยิ่งยวดในสถานการณ์นั้นๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เราไม่ดีใจที่ได้รับข้อความดีๆ ที่ไม่ใช่เรื่องหน้าสื่วหน้าขวานจากผู้ส่ง

คนเราคิดถึงกันยังเขียนจดหมายหากันได้ แล้วทำไมต้องโทรเลขกันเฉพาะแต่ข้อความประเภท ‘เงินหมด’ หรือ ‘ไฟไหม้’ เท่านั้นเล่า (หรือว่าไฟไหม้ไม่ต้องโทรเลข?)

แต่โลกหมุนไปทุกวัน เทคโนโลยีการสื่อสารก็เจริญรุดหน้าไปทุกวัน เราเองก็แก่ลงไปทุกวัน เช่นเดียวกับโทรเลขที่อายุอานามก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็กลายเป็นลุงทันทีที่มีการสื่อสารข้อความแบบใหม่ผ่านเครื่องรับข้อความที่เรียกว่าเพจเจอร์ และกลายเป็นปู่ทันทีที่โทรศัพท์เคลื่อนที่อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้ (กรุณาด่านิโคลา เทสลาได้ เขาเป็นคนคิดค้นระบบสื่อสารแบบไร้สาย ที่ทำให้คนใช้ไร้วินัยไปด้วย)

หลานทั้งสองรายนี้ พาคุณลุงและคุณปู่โทรเลขเข้าบ้านบางแคสาขานวัตกรรมตกยุตไปอย่างทีเราไม่ทันรู้สึกตัว ใครจะมาโทรเลขขอเงิน หรือบอกว่าแม่ตายแล้วในเมื่อเรามีแมสเสจที่บางเครื่องก็สามารถส่งได้ไกลถึงรัฐแมสซาซูเส็ตต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่สะดวกกว่า ง่ายกว่า และดีกว่าโทรเลข มันจึงทำให้โทรเลขกลายเป็นไดโนเสาร์ ก็ขนาดเพจเจอร์เองยังโดนพิษสงของมันจนกลายเป็นอุปกรณ์โบราณ แล้วโทรเลขจะไปเหลืออะไร

ลงท้ายโลกใบนี้จึงไม่มีใครต้องการโทรเลข ยกเว้นคนนึกสนุกหรือคนโรแมนติค ที่นานๆ คนเหล่านี้จะนึกอยากไปไปรษณีย์แล้วเขียนโทรเลขสักที

แล้วอย่างนี้โทรเลขจะไม่หมดอายุขัยในประเทศนี้ (และคงเกิดขึ้นตามมาในอีกหลายๆ ประเทศ) ได้อย่างไร

เราไม่ได้อาลัยอาวรณ์โทรเลข เหมื่อนที่เราไม่ได้โหยหาแดนเนรมิต (แน่นอน เราไม่ได้เสียน้ำตาตอนที่แดนเนรมิตปิดตัวลง) ความรู้สึกโหยหาอดีตแบบนอสตาลเจียไม่ควรเกิดพร่ำเพรื่อ คนที่รู้สึกแบบนั้น (โหยหาอดีต) บ่อยๆ แปลว่าที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเกินไปจึงต้องร้อนรนรีบตักตวงสิ่งที่พวกเขาหมางเมินมันตั้งแต่แรก

ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของเราที่ไม่นอสตาลเจีย (และเรื่องในอดีตบางเรื่องเราก็พร้อมจะโหยหาอย่างฟูมฟายกับเขาเหมือนกัน ไม่ได้หัวใจหยาบกระด้างหรือขวางโลกมาจากไหน)

ดังนั้นในวันที่สามสิบเมษายนที่ผ่านมา เราไม่ได้ไปเป็นสักขีพยานในงานส่งโทรเลขขึ้นเมรเผา เราไม่ได้ไปโหยหา และบอกว่าอาลัยอาวรณ์มันแค่ไหน เราไม่ได้วางดอกไม้จันทร์ให้กับมัน

แดนเนรมิตเรายังไม่คิดถึง โทรเลขหรือตะแล่บแก๊บนี้ก็ไม่ชวนให้เราคิดถึงมากมายนัก

หรืออาจเพราะอย่างน้อย เราเคยได้ลองใช้ตะแล่บแก๊บนี้มาแล้วสามครั้ง

สามครั้งไม่เรียกว่าเยอะ มันเรียกว่าน้อย

แต่ความน้อยก็ทำให้เรารู้จักพอและบอกตัวเองว่ามี (หรือเคยมี) และหยุดโหยหา

ฉันชอบกินสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

•April 26, 2008 • 18 Comments

เราเป็นคนชอบกินปลาแซลมอน ไม่รู้ว่าชอบกินปลาสายพันธ์ที่เป็นญาติกับปลาเทราต์ชนิดนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่าชอบกินมานานแล้ว

ปลาแซลมอนราคาสูงกว่าปลาทู, ปลานิล, ปลาแรด อีกทั้งยังหาจับใส่ปากเคี้ยวได้ยากกว่าปลาสามชนิดข้างต้น กินปลาแซลมอนแต่ละครั้งเสียเงินมากพอดู ถึงรู้อย่างนั้นเวลาไปร้านอาหารญี่ปุ่นเราก็ยังจิ้มเมนูซาชิมิปลาแซลมอนเป็นอันดับแรกอยู่ดี

เข้าใจว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นหมีที่อลาสก้า เพราะนอกจากคนแล้ว หมีดูจะเป็นศัตรูทางธรรมชาติรายเดียวที่แซลมอนพึงระวังให้จงหนัก เพราะหมีสามารถจับแซลมอนมาหักคอเอาเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ ริมแม่น้ำได้ทันที ไม่เหมือนคนที่เมื่อจับมาแล้ว ต้องนำมาแล่เหนือเถือหนัง จิ้มซอสใส่วาซาบิให้วุ่นวาย (แม้ความอร่อยของมันจะคุ้มค่าพอให้ทำอย่างนั้นก็เถอะ)

หากหมีเป็นศัตรู ธรรมชาติก็ยังยุติธรรมพอที่จะส่งมิตรอย่างตัวบีเวอร์มาให้แซลมอน นอกจากน่ารักและเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพฟันอันแข็งแรงแล้ว บีเวอร์ยังมีบุญคุณกับแซลมอน อย่างน้อยเขื่อนที่มันสร้างขึ้นด้วยการใช้ฟันมหาพลังกัดต้นไม้จนขาดเป็นท่อนๆ นั้นก็เป็นเสมือนสถานอนุบาลของลูกปลาแซลมอนที่บุพการีแซลมอนนำไข่มาทิ้งไว้ การเติบโตในเขื่อนของบีเวอร์ทำให้ลูกปลาแซลมอนปลอดภัย กว่าบีเวอร์จะเอะใจรู้ว่าปลาแซลมอนนั้นกินได้ (อร่อยด้วย) ยุวชนแซลมอนก็อพยพออกจากเขื่อนในแม่น้ำลงสู่ทะเลไปเรียบร้อยโรงเรียนแซลมอนแล้ว

การบริโภคแซลมอนบ่อยๆ นอกจากจะจนขึ้นทันตาเห็นแล้ว เรายังได้โปรตีน, โอเมกา-ทรี, กรดไขมัน และ นาโนโคคิวเท็น (อันหลังสุดไม่มี แต่อยากเล่นมุขเลียนแบบพี่มาร์ค สามีคุณแพท) ที่จำเป็นต่อร่างกาย (แม้ปลาทูก็มีสิ่งเหล่านี้ก็เถอะ) และเป็นข้ออ้างที่ทำให้เรายังแสวงหาหนทางเปิบแซลมอนอยู่เนืองๆ

มีคนบอกว่า you are what you eat-คุณเป็นในสิ่งที่คุณกิน ฟังดูก็เหมือนจะเข้าใจ แม้ในความเป็นจริงการกินแซลมอนบ่อยๆ ไม่ทำให้เรากลายเป็นแซลมอน เรายังไม่มีครีบแบบแซลมอน ยังไม่อยากไปไข่ทิ้งไว้ที่รังบีเวอร์แบบแซลมอน ยกเว้นตอนเจอหมีที่เราอาจจะแกล้งตายเหมือนแซลมอน (บนสมมติฐานว่าแซลมอนแกล้งตายตอนเจอหมี) เพราะฉะนั้นเราจึงยังเป็นในสิ่งที่เรากินไม่ได้

แต่ที่ทำได้ น่าจะเป็น you (should) know what you eat- คุณ (น่าจะ) รู้ในสิ่งที่คุณกิน เพราะหลังจากรับประทานแซลมอนบ่อยๆ เข้า เราก็เริ่มรู้ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับแซลมอน

ที่น่าตลกก็คือ คนที่บอกเรื่องนี้ มันมีชื่อว่า- หมี!

หมี (คน) บอกว่าปลาแซลมอนเป็นปลาที่แปลกประหลาด คือมันจะตายหลังจากวางไข่ได้ไม่นาน เรียกแบบหยาบๆ ประสาชายลามกได้ว่า ‘น้ำแตกแล้ววายปราณ’ ก็ได้

ความจริงข้อนี้ไม่น่าตกใจมาก เพราะเคยรู้มาว่าสัตว์อย่างแมงมุมตัวผู้หรือตั๊กแตนบางสายพันธ์เมื่อผสมพันธ์เสร็จมันก็กลายเป็นอาหารของตัวเมียไปซะอย่างนั้น ดังนั้นการตายของแซลมอนหลังปล่อยน้ำเชื้อลงในรังไข่แล้วจึงไม่ใช่สิ่งแปลกใจ มองกันดีๆ การตายของแซลมอนมีความเสมอภาคกว่าสัตว์อื่น กล่าวคือมันตายกันทั้งผัวทั้งเมีย ทั้งพ่อและแม่ ไม่มียกเว้นว่าตัวเมียอยู่ ตัวผู้ม้วย

สัจธรรมบทที่หนึ่งของแซลมอนแรกเกิด : เราล้วนกำพร้าพ่อและแม่เหมือนๆ กัน

หากนี่เรียกว่าความมหัศจรรย์แล้ว ความจริงต่อไปนี้อาจทำให้ความมหัศจรรย์ที่ว่านั้นหมองลงไปเลย

อย่างที่รู้กันว่าแซลมอนทุกตัวเป็นลูกกำพร้า เกิดในแม่น้ำที่พ่อและแม่ไปวางไข่แล้วกล่าวคำอำลาโลกนี้ไป เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มสาว เหงือกกล้าครีบแข็งแล้วก็ออกจากสถานอนุบาลเขื่อนบีเวอร์ มุ่งหน้าลั้นลาสู่มหาสมุทรที่มีน้ำใสสะอาด ครั้นถึงช่วงวัยผสมพันธ์ ความมหัศจรรย์ข้อที่สองก็คือ มันจะว่ายน้ำจากมหาสมุทรที่ไกลออกไปหลายร้อยหลายพันไมล์กลับมายังแม่น้ำที่มันถือกำเนิด แซลมอนจะหวนคืนสู่เหย้ากลับมายังแหล่งน้ำที่มันเคยปฏิสนธิ และมันมาเพื่อผสมพันธ์และตายจากไปเหมือนบรรพชนของมัน

สัจธรรมแซลมอนบทที่สอง : ถ้าไม่ถูกคน, หมี และคนชื่อหมีจับกินไปเสียก่อน เราเกิดและตายที่เดียวกับพ่อและแม่ของเรา

คำถามคือแซลมอนรู้ได้อย่างไรว่ามันเกิดที่ไหน มันหาทางกลับมาได้อย่างไรในเมื่อมหาสมุทรออกจะไพศาลและเค็มออกปานนั้น (อันหลังไม่เกี่ยว เล่นมุขอีกครั้ง) เข็มทิศก็ไม่มี จีพีเอสก็ไม่มี

คำตอบนี้น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก นั่นคือมันกลับมาได้ด้วยการตามกลิ่นของแซลมอนพ่อและแม่ที่ทิ้งเอาไว้ให้!

ขณะที่แซลมอนกำลังกลับมาเพื่อวางไข่ มันจะปล่อยน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีสาระเหยที่แซลมอนเท่านั้นที่ดมได้เอาไว้ตามรายทาง และมันจะหยอดน้ำมันนั้นลงในไข่ของตัวอ่อนเพื่อให้ลูกของมันจดจำ น้ำมันของแซลมอนเป็นทั้งคำทักทายและคำอำลาของคน (ปลา) เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นทั้งพินัยกรรม เป็นทั้งรหัสลับและแผนที่สุดวิเศษที่สายลมและเกลียวคลื่นไม่มีทางทำให้จางหาย 

ลูกแซลมอนจะใช้กลิ่นนี้ผสานกับเข็มทิศชีวภาพที่อยู่ในตัวของมันและมีปฏิกริยาต่อดวงจันทร์ในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิได้อย่างน่าทึ่ง

ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญ

ถ้ามันตายหลังจากวางไข่ แล้วเราเอามันมาจิ้มวาซาบิกินตอนไหน

คำตอบนั้นง่ายแสนง่าย ก็จับมากินก่อนที่มันจะตาย ก่อนที่มันจะผสมพันธ์น่ะสิ

พอรู้เข้าอย่างนี้ ความเอร็ดอร่อยของแซลมอนนุ่มลิ้นลดฮวบไปนิดนึง (ยังติดใจความอร่อยอยู่)

ลองจินตนาการดูว่ามันจะเป็นอย่างไร หากวันที่พ่อและแม่ของเราตั้งท่าจะผสมพันธ์กัน แล้วอยู่ๆ พระเจ้าก็จับ (ว่าที่) พ่อและแม่ของเราไปหักคอจิ้มน้ำพริกกะปิกินเสียก่อน เราอาจเป็นสิ่งที่ไม่ตัวตน หรือเป็นแค่อนุภาคหนึ่งของจักรวาลก็ได้

มนุษย์ชอบคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าของโลก พวกเรามีสิทธิ์ที่จะเชื่อแบบนั้น ในเมื่อศาสดาของเราทุกคนก็เป็นสิ่งมีชีวิตมีกระดูกสันหลังที่เรียกว่าคน พระเจ้าหรือศาสดาไม่ได้มาปรากฏในร่างของปลาเทราต์ ปลาแซลมอน หรือตัวบีเวอร์

ศาสดายืน เรายืน  ศาสดานอน เรานอน ศาสดาทำอะไร เราก็ทำได้ มันจะแปลกอะไรที่วันหนึ่งเราจะแกล้งหลงๆ ลืมๆ ไปบ้างว่า เราไม่ใช่ทั้งศาสดาและพระเจ้า

และเราก็ตีขลุมเอาว่าเราคือพระเจ้า กินอะไร เบียดเบียนอะไร ฆ่าตัดตอนสัตว์โลกชนิดใดก็ย่อมทำได้

แม้แต่หมีที่กินแซลมอนมาไม่รู้เท่าไหร่ ยังต้องสังเวยอุ้งตีนให้เรา

สัจธรรมแซลมอนบทสุดท้าย : กรุณาว่ายน้ำให้ห่างมนุษย์

ทุกชีวิตล้วนเป็นทุกข์ แต่ชีวิตของมนุษย์นั้นทุกข์กว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เพราะเรากินความทุกข์หลากหลายสายพันธ์เข้าไปไว้ในตัว

จำเอาไว้ว่า คราวต่อไปที่เรากินแซลมอน กินปลานิล กินเนื้อย่าง หรือหมูน้ำตก

เรากำลังกินความทุกข์ของพวกมันเข้าไปด้วย

และจำเอาไว้ว่าในฐานะที่ปลาแซลมอนเป็นปลามหัศจรรย์

มนุษย์ชั่วๆ อย่างเรา (ผู้เขียน) ชั่วพอที่จะไม่รู้สึกรู้สาอะไรว่าเรากำลังกินสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

อร่อย!

 

 

 

วางไข่แล้วเป็นแบบนี้

สุภาษิตแซลมอน : วางไข่แล้วไปไหน?

ไม่มีใครคบคบเพลิง

•April 21, 2008 • 4 Comments

โอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่งคราวนี้คึกคักยิ่ง

และอาจจะต้องบอกว่าคึกคักมากกว่าครั้งไหนๆ เพราะยังไม่ทันที่มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษย์ชาติ (เขาว่ากันอย่างนั้น) จะเริ่มขึ้น ขั้นตอนของ ‘พรี-โพรดัคชั่น’ ของมันก็เข้มข้นเสียแล้ว

เมื่อผู้ประท้วงชาวทิเบตออกมาชุมนุมกันเพื่อระลึกถึงวาระครบรอบของการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลจีนที่เข้ามาปกครองประเทศของพวกเขาโดยไม่ชอบธรรม โดยกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าทำลายบ้านเรือนร้านค้าของชาวจีนที่อยู่ในทิเบต และชาวจีนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นชาวฮั่นแน่ๆ (เป็นการสอดแทรกมุขตลกแบบไม่มีกาละเทศะที่น่าชื่นชมในความพยายามของตัวเอง - ทำทำไมนะ?)

โดนเข้าอย่างนี้, รัฐบาลจีนมีหรือจะยอม แน่นอน-พวกเขาใช้กองกำลังทหารออกมาโต้ตอบ การโต้ตอบนี้เองที่นำไปสู่ความวุ่นวายและทำให้โอลิมปิก ปักกิ่งพลอยรับเนื้อนาบุญ (หรือบาป?) นี้เข้าไปเต็มๆ

เริ่มจากสตีเว่น สปิลเบิร์ก ผู้กำกับฉายาพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดที่รัฐบาลจีนว่าจ้างให้เนรมิตการจัดงานเปิดมหกรรมกีฬานี้ออกมาประกาศถอนตัวเพราะเห็นว่าจีนไม่เคารพในสิทธิมนุษยชนของชาวทิเบต แน่นอน-รัฐบาลและประชาชนจีนงงกับพฤติกรรมของสปีลเบิร์ก พลางตั้งคำถามทำนองว่า “แล้วแกไปเกี่ยวอะไรกับเขา” แต่อย่างไรก็ตามสปีลเบิร์กก็ถอนตัวอยู่ดี

หลังจากนั้นความสนุกของมหกรรมก่อนมหกรรมโอลิมปิกอีกทีจึงบังเกิด

เมื่อรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นออกมาประกาศว่ามีคนตายจากการปะทะครั้งนั้นหลายศพ ในขณะที่รัฐบาลจีนบอกว่าไม่มีคนตาย มีแต่คนบาดเจ็บเล็กน้อย ทายาแดง กินพาราสองเม็ดก็หาย พูดไม่พูดเปล่ายังพานักข่าวไปดูเหตุการณ์ (ที่มีคนบอกว่าจัดสถานการณ์ไว้เรียบร้อย) อีกด้วย

ร้อนถึงองค์ทะไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตที่ออกมาเรียกร้องให้จีนยุติการใช้ความรุนแรงในทิเบต และจีนก็สวนกลับทันทีว่าองค์ทะไลฯ กำลังปลุกระดมให้ชาวทิเบตและประชาคมโลกลุกฮือต่อต้านจีน

หลังจากนั้นมวยคู่องค์ทะไลลามะ VS. รัฐบาลจีนจึงเริ่มยกที่หนึ่งขึ้น ทั่วโลกก็ยิ่งจับตามองไปยังกีฬาโอลิมปิกที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในเดือนสิงหาคมนี้ โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนในบางประเทศเช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันออกมาเรียกร้องให้นักกีฬาในชาติของตนถอนตัวจากการแข่งขันเพื่อเป็นการประท้วงจีน แต่รัฐบาลในประเทศนั้นๆ ก็ออกมาแสดงจุดยืนว่ากีฬาก็กีฬา อย่าเอาไปเกี่ยวกับเรื่องการเมือง (อันจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) ฝ่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ก็สวนกลับว่าเพราะมันเป็นมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติน่ะสิวะ (เพิ่มคำหยาบเพื่อความมันในอารมณ์) เราถึงต้องใช้เวทีระดับโลกนี้ในการเรียกร้อง

อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของใครจะเป็นคนตัดสิน

เมื่อเวทีระดับใหญ่ไม่ได้ผล การเรียกร้องประกาศจุดยืนจึงต้องดาวน์ไซล์ลงมาสู่เวทีที่เล็กกว่าอย่างการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกที่จัดขึ้นในหลายๆ ประเทศทั่วโลก

เริมตั้งแต่ที่ไฟโอลิมปิกถูกจุดขึ้นที่เทือกเขาโอลิมป้ส (ที่หลายคนยังเข้าใจว่ามันเป็นเทือกเขาที่ผลิตเครื่องพิมพ์ดีด!) การประท้วง ‘free tibet’ ถูกแสดงออกอย่างต่อเนื่องด้วยการแย่งคบเพลิงบ้าง หรือพยายามดับไฟจากคบเพลิงบ้าง (ซึ่งในความคิดของเรา เราว่ามันเป็นการประท้วงที่น่ารัก และแสดงออกซึ่งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่า ‘เราจะดับไฟโอลิมปิก ถ้าจีนไม่ดับไฟในทิเบต’ โดบปราศจากความรู้สึกของการข่มขู่และคุกคามถึงชีวิต)

ต่อจากประเทศกรีซ คบเพลิงเดินทางไปทั่วยุโรปทั้งเยอรมัน, อังกฤษ ฝรั่งเศส สามประเทศนี้ดูเหมือนจะเป็นสีสันของมหกรรมแย่งคบเพลิงโอลืมปิกเมื่อความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอังกฤษนั้น การได้เห็นหน้าเหวอๆ บรรยายไม่ถูกของธีโอ วัลค็อตต์ศูนย์หน้าตัวจี๊ดของสโมสรอาร์เซน่อลตอนที่ถูกผู้ประท้วงรายหนึงวื่งเข้ามาจะแย่งคบเพลิงนั้นนับว่าเป็นความหรรษาของแฟนทีมสเปอร์สโรคจิตอย่างเรายิ่งนัก

หลังจากยุโรป, คบเพลิงเดินทางต่อไปยังแอฟริกาใต้ ที่นั่นความวุ่นวายไม่ค่อยปรากฏเพราะประเด็นสิทธิมนุษยชนในทิเบตดูจะเป็นเรื่องขี้ผงเมื่อเทียบกับในหลายๆ ประเทศแถบนี้ที่ ‘ล้ำ’ กว่าทางด้านนี้ (ทำไมต้องเห็นใจคนทิเบต ในเมื่อคนที่ดาฟัวร์-ซูดาน ยังจะตายไม่ตายแหล่- เดาว่าเขาคงคิดกันอย่างนี้) ที่สำคัญจีนยังเป็นประเทศที่ให้การช่วยเหลือหลายๆ ประเทศในแถบนี้มาโดยตลอด สองปัจจัยนี้ดูเหมือนจะเป็นเหคุผลให้คบเพลิงโอลิมปิกโชติชัชวาลดีที่กาฬทวีป

ก่อนจะมาสนุกสนานกันต่อพลันที่คบเพลิงเดินทางข้ามเขตลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติสเข้าสู่ตะวันออกกลางที่หลายๆ ประเทศเตรียมการรับมือคบเพลิงที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นี้เป็นอย่างดี เราชอบไอเดียของอิหร่านที่จัดให้วิ่งมันในสนามกีฬาปิด วิ่งรอบ-สองรอบแล้วส่งต่อให้ประเทศต่อไปทันที (ฮ่า) แต่ที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นความแมนของรัฐบาลอินเดียอันเป็นสถานที่ตั้งของรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบตที่ประกาศชัดเจนว่าจะจัดให้มีการวิ่งคบเพลิงตามกำหนดการเดิม

ทั้งที่อยู่ในข่ายประเทศสุ่มเสี่ยง (เนื่องจากอยู่ใกล้จีนและมีรัฐบาลทิเบตอาศัยอยู่) แต่อินเดียก็จัดการได้อย่างเป็นกลางและใจเด็ดมาก

ล่าสุดเพิ่งไปผ่านร้อนๆ กับสยามประเทศของเรานี่เองที่ถ้าไม่นับหัวขโมยคบเพลิงของคริสโตเฟอร์ เบญจกุลแล้วก็ต้องบอกว่าเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ดำเนินไปตามความคาดหมาย และไม่มีอะไรร้ายแรงเกินกว่าที่ควรจะมี

ต่อจากบางกอก คบเพลิงที่ไม่ค่อยมีใครคบคราวนี้จะเดินทางไปมาเลเซีย, สิงค์โปร์, อินโดฯ, ฟิลิปปินส์ ก่อนจะไปที่ออสเตรเลีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ดูท่าว่าไม่น่าจะมีอะไร

จะไปจี๊ดกันอีกทีก็ทันทีที่คบเพลิงเข้าสู่เกาะญี่ปุ่นนั่นแหละ

อย่างที่รู้กันว่าญี่ปุ่นและจีนมีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ความเป็นชาติของพวกเขายอมให้ความเป็นชาติของอีกผ่ายไม่ค่อยได้ อีกทั้งคนญี่ปุ่นมีความคิดทางสังคมค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงน่าจับตามองว่าคบเพลิงที่โตเกียวจะสว่างไสวสักแค่ไหน

แต่ใช่ว่าจบจากญี่ปุ่นแล้ววิบากกรรมคบเพลิงนี้จะสิ้นสุด เมื่อยังเหลือประเทศโจทก์ของจีนอย่างเกาหลีและไต้หวันรออยู่

น่าสนใจว่าคบเพลิงนี้จะกลับไปสู่บ้านของมันในสนามกีฬารังนกของปักกิ่งได้ครบสามสิบสอง (สมมติว่ามันมีสามสิบสอง) หรือไม่

เลโนโว บริษัทอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ของจีนผู้ออกแบบคบเพลิงครั้งนี้อวดว่า คบเพลิงรุ่นใหม่นี้เป็นคบเพลิงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการผลิตขึ้นมา เรียกว่าลมแรงยังไงไฟก็ไม่ดับ (ถ้าไม่แรงระดับลมพายุโซนร้อน) ฝนตกขนาดไหนก็ไม่ดับ (ถ้าไม่หนักระดับฝนพายุไต้ฝุ่น) แถมยังมีเปลวไฟที่สวยงามสม่ำเสมอ แดดจัด แดดอ่อน ยังไงก็ถ่ายรูปเห็นเปลวไฟเสมอ

ไม่รู้เพราะความพิเศษนี้หรือเปล่าที่ทำให้คบเพลิงแสนวิเศษนี้ถูกทดสอบด้วยลมและฝนอีกแบบหนึ่ง

นั่นคือห่าพายุแห่งกระแสสำนึกในสิทธิมนุษยชนที่กำลังพัดโหมรุนแรง

รุนแรงจนถึงขั้นจะไม่มีใครคบคบเพลิงแห่งมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติทั้งที่ไฟของจริงยังไม่ถูกจุดในสนามด้วยซ้ำ

โปรดติดตามกันต่อไป

สวัสดี

•April 20, 2008 • 2 Comments

ชาวไซเบอร์ทั้งหลาย มิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน

นี่คือบล็อกใหม่ บ้านใหม่ของต๊ะนรก aka. เผ่าจ้าว

ซึ่งคงจะอัพเดตให้บ่อยกว่าที่เคยมีในบล็อกเก่า

และสัญญาว่าจะไม่เอาต้นฉบับหรืองานเขียนเก่าๆ มาลงให้เหม็นตาผู้อ่านทุกท่านอีก

แม้ในความเป็นจริง เป็นคนที่ไม่ค่อยรักษาสัญญาเท่าไหร่ก็ตาม

หวังว่าคงจะทำได้ และโปรดติดตาม