คู่มือการอยู่คนเดียว

บทที่ 1 อยู่คนเดียวถ้ามันดีกว่า บอกลาคำเดียวก็พอ

                มนุษย์เป็นสัตว์สังคม นิยมอยู่กันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่คณะ เหมือนช้างที่ชอบอยู่กันเป็นโขลง หรือลิงที่อยู่กันเป็นฝูง ผมไม่แน่ใจว่าจะมีช้างเชือกไหน หรือลิงตัวใดที่อยากอยู่ลำพังเพียงตัวเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลยบ้างหรือเปล่า แต่มนุษย์บางคนก็ตกอยู่ในภาวะที่ต้องอยู่คนเดียว ทั้งการอยู่คนเดียวด้วยความจำเป็นเพราะไม่มีใครอยู่ด้วย หรือพวกที่สมัครใจอยู่คนเดียวเพราะไม่อยากอยู่กับใคร ภาวะอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนล้วนต่างเคยประสบภาวะอยู่คนเดียวมาแล้วมากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป

                ด้วยรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ที่กำหนดให้เราต้องการการเชื่อมต่อ ไม่มีใครอยากอยู่คนเดียว เราทุกคนล้วนต้องการใครสักคน (หรือหลายๆ คน) ที่เอาไว้คอยเชื่อมโยงและทำหน้าที่มนุษย์ในบทบาทที่ต่างกัน เราต้องการครอบครัวไว้ฟูมฟักตัวตน เราต้องการเพื่อนไว้คลายเหงา เราต้องการคนรักไว้เพื่อทำให้หัวใจอบอุ่น เราต้องการผู้หลักผู้ใหญ่ไว้เจริญรอยตามและถอนหงอก เช่นเดียวกับที่เราต้องการเด็กๆ เอาไว้ให้รัก โดยเฉพาะมนุษย์ที่กลายมาเป็นนางสาวไทยหรือดาราขวัญใจมหาชนนั้นต้องการเด็กๆ เอาไว้ให้รักและแสดงความรักจำนวนมากกว่าปกติสักหน่อย มนุษย์จึงแสดงพฤติกรรมต่างๆ กันกับมนุษย์ด้วยกัน โลกที่ไม่ได้เป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์ขี้ตู่เรียกว่าโลกมนุษย์จึงหมุนมาได้จนทุกวันนี้ ทั้งหมดนี้ล้วนยืนยันในสิ่งที่สำนวนฝรั่งบอกว่า ‘Everybody needs a friend’ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเราต้องการมากกว่า friend และควรจะเป็น ‘Everybody needs somebody’ มากกว่า แต่ว่าช่างสำนวนมันเถอะ

                ดังที่กล่าวไปเมื่อสองย่อหน้าที่แล้วว่า มนุษย์บางคนก็เลือกที่จะอยู่คนเดียวเป็นหลัก พวกเขามีครอบครัวแต่เลือกที่จะไม่อยู่กับครอบครัว อาจจะมีคนรักแต่ก็ยังไม่ได้อยู่คนรัก หรืออาจจะเตลิดไปไกลถึงขั้นเชื่อว่าคนรักกันไม่ต้องอยู่ด้วยกันก็ได้ ความคิดบ้าๆ ซึ่งขัดกับพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์นี้มีอยู่จริง อย่างน้อยๆ ผมซึ่งเป็นผู้ผลิตตัวอักษรบนหน้ากระดาษนี้ก็เป็นคนคนนั้น ผมเป็นลิงอินดี้ที่ไม่อยากอยู่กับฝูง ผมเป็นช้างที่ไม่มีพรรคพวก ผมอยากเป็นอย่างกวางผาที่กำลังสูญพันธ์และอยู่ตัวเดียวได้ในป่าสูง ผมอยู่คนเดียว และผมกำลังเขียน (พิมพ์) เรื่องของการอยู่คนเดียว แน่นอน, ผมตั้งชื่อว่า ‘คู่มือการอยู่คนเดียว’ แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่คู่มือ เพราะคู่มือจะทำหน้าที่ของมันเมื่อมีคนนำไปปฏิบัติได้จริง แต่ผมไม่แน่ใจว่าคู่มือนี้จะนำไปใช้ได้จริงมากน้อยแค่ไหน หรือว่ากันให้ถึงที่สุดคือมันใช้ได้จริงๆ หรือเปล่า แต่ช่างผมเถอะ ผมชอบชื่อนี้ไปแล้ว

                ดังนั้นสิ่งที่ ‘คู่มือการอยู่คนเดียว’ เป็นก็คือบันทึกชีวิตของลิงอินดี้ตัวหนึ่งที่หน้าตาดีปานกลาง และรักเด็กเฉพาะตอนที่เด็กไม่งอแงที่ได้เรียนรู้ชีวิตของการอยู่คนเดียว แบบชายเดี่ยวมือหนึ่งมาตลอดเวลาหลายปี

                เมื่อย้อนกลับไปดูมูลเหตุของการที่ผมแยกตัวออกจากครอบครัวเพื่อมาอยู่คนเดียวแล้วก็พบว่ามันช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกพอๆ กับน่าสมเพช เพราะว่าแรกเริ่มเดิมทีผมไม่ได้โหวตตัวเองออกจากบ้านเพราะอยากอยู่คนเดียว แต่ผมออกจากบ้านเพราะอยากอยู่สองคนต่างหาก

                เล่าอย่างไม่อายว่า ตอนนั้นผมมีคนรัก เราคบหาดูใจกันมานานพอจนแน่ใจว่าเราอยากอยู่ด้วยกันและเราอยู่ด้วยกันได้ ก่อนที่จะตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ ผมมีไอเดีย (ที่ไม่ดี) ว่าเราน่าจะทดลองอยู่ด้วยกันแบบไปเช้า-เย็นกลับ หรือเย็นมา-ดึกๆ กลับก่อนเพื่อเป็นการทดสอบว่าชีวิตคู่ของเราจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ดังนั้นผมจึงกราบลาบุพการี เก็บข้าวของแล้วออกมาเช่าห้องพักเล็กๆ อยู่คนเดียว โดยมีคนรักแวะเวียนมาทดลองงานด้วยอยู่เป็นระยะ ถ้าเป็นคอนเสิร์ตหรือละครเวทีก็น่าจะเป็นการใช้ชีวิตแบบรอบ ‘Run-Through’ ซ้อมใหญ่เพื่อทดสอบปัญหาต่างๆ

                มีข่าวดีและข่าวร้ายเกิดขึ้นหลังจากนั้น ข่าวดีคือรอบ ‘Run-Through’ ของเราราบรื่นดีไม่มีปัญหาอะไรติดขัด แต่ข่าวร้ายคือความรักของเรากลับมีปัญหาและติดขัดแทน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ผมกับคนรักก็มีอันต้องเลิกราด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย ที่น่าขำขันขมขื่นก็คือ เราบอกลากันในห้องนั้น บ้านเล็กๆ กะทัดรัดของนักศึกษาฝึกงานด้านชีวิตครอบครัวหนุ่ม-สาว สองคน

                ตอนที่เธอเดินออกจากห้องไป ผมเดินไปส่งเธอที่ประตู เรายืนอยู่หน้าประตูบานนั้นแล้วกล่าวคำอวยพรให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ของเราสองคน และเมื่อถึงเวลา เธอก็เดินหันหลังจากไปและไม่หันกลับมาอีกเลย ผมรู้ว่าเธอคงเจ็บปวดที่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้หันกลับมา ผมจึงเลือกที่มองด้านหลังของเธอหายจนลับลงบันไดไป มันเป็นภาพสุดท้ายของคนที่หลุดลอยออกจากชีวิตของผม

                ที่ประตูบานนั้น ผมรู้ได้ทันทีว่า พลันที่ผมก้าวกลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู โลกของผมจะเปลี่ยนแปลงไป โลกของคนสองคนจะกลายเป็นโลกที่มีผู้อยู่อาศัยเพียงคนเดียว และเป็นคนเดียวที่กำลังเจ็บปวดใจสลาย

                ผมก้าวเข้าไปในห้อง ค่อยๆ ปิดประตู เสียงบานพับประตูดังเอี้ยดอ้าดอ้อยสร้อยราวกับรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ทันทีที่ผมกดปุ่มล็อกประตู ผมเริ่มต้นการอยู่คนเดียวนับตั้งแต่นาทีนั้น

                นับจนถึงนาทีนี้ผมอยู่คนเดียวมาแล้ว 3,153, 600 นาทีโดยประมาณ แต่ผมยังจำนาทีแรกของการอยู่คนเดียวนั้นได้ เพราะมันเริ่มต้นที่ความเจ็บปวดแทนที่จะเป็นความสุขสมหวัง

                แถมความเจ็บปวดที่ว่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นในนาทีนั้นนาทีเดียว แต่มันเกิดขึ้นในนาทีอื่นๆ ให้หลังอีกหลายนาที เกิดขึ้น จบลง แล้วเกิดขึ้นอีก แล้วจบลงอีก เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด แต่ผมก็ผ่านมันมาได้จนถึงนาทีนี้ด้วยตัวผมเองและคนอื่นอีกอย่างละนิดละหน่อย

                คราวหน้าผมจะบอกว่านาทีแรกๆ ของการอยู่คนเดียวนั้นเริ่มต้นอย่างไร แต่คราวนี้สิ่งที่ผมได้ก็คือบางครั้งถ้าอยู่หลายคนหรืออยู่สองคนมันลำบากนัก

                บางทีอยู่คนเดียวก็อาจจะดีกว่า

 

(ชื่อตอนนำมาจากเพลง ‘อยู่คนเดียว’ ของไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว)

———————————————————————————————————

 

บทที่ 2 อยู่คนเดียวให้เข็ด น้ำตาแทบเล็ด มันเจ็บมันร้อน ต้องทนให้อยู่

                อย่างที่บอกไปว่าแทนที่จะเริ่มต้นการอยู่คนเดียวด้วยความแปลกใหม่ เต็มไปด้วยความหวังและท้าทายอย่างที่ควรจะเป็น การณ์กลับกลายเป็นว่าผมจำต้องเริ่มต้นการอยู่คนเดียวด้วยการใช้ฝ่ามือน้อยๆ ปาดน้ำตาป้อยๆ ด้วยผิดหวังในความรัก จากที่ระเห็จออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวเพื่อเป็นการฝึกซ้อมการอยู่เป็นครอบครัวเชิงเดี่ยวระดับเล็กกับคนรัก บัดนี้ผมต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเต็มความหมาย

                ผมใช้คำว่าอยู่คนเดียวอย่างเต็มความหมายเพราะว่า มันมีความแตกต่างอยู่มากระหว่างการอยู่คนเดียวโดยที่เรารู้ว่าเรามีใครสักคนอยู่ตรงไหนสักแห่งที่พอเอื้อมถึงหรือไปหาได้กับการอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ถ้าเป็นอย่างแรกต่อให้คุณพบว่ามีคุณอยู่คนเดียวในบ้านคุณก็ไม่รู้สึกถึงความอ้างว้างจนเกินไปนัก คุณยังพออุ่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดคุณก็ยังมีใครสักคน

                แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง การอยู่คนเดียวเปรียบเสมือนฝันร้าย เมื่อคุณพบว่าต่อไปนี้ชีวิตคุณจะไม่มีใคร ไม่เหลือใครอีกแล้ว การอยู่คนเดียวก็เหมือนการติดอยู่บนเกาะร้างดีๆ นี่เอง และเมื่อรู้ตัวว่าคุณอยู่คนเดียวบนเกาะร้าง สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือการทำใจ ยอมรับความจริงให้ได้

                นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการอยู่คนเดียว การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจะทำให้คุณตั้งสติได้ ยิ่งยอมรับได้เร็วยิ่งตั้งสติได้เร็ว เมื่อมีสติคุณก็จะรู้ว่าจะหาทางผ่านพ้นภาวะโดดเดี่ยวไปได้อย่างไร

                ถ้าคุณติดเกาะร้าง สิ่งแรกที่คุณควรทำหลังจากตั้งสติได้แล้วก็คือออกสำรวจภูมิประเทศของเกาะที่คุณพลัดหลงไปติดอยู่ว่ามีที่ไหนพอให้อยู่อาศัยหลบภัยต่างๆ บ้างหรือจะหาของกินหรือน้ำดื่มได้จากตรงไหน แต่ถ้าคุณติดเกาะทางความรู้สึกการสำรวจจิตใจหรือแม้กระทั่งสำรวจที่อยู่อาศัย- เกาะของคุณ เป็นเรื่องสำคัญ

                คืนแรกของการอยู่คนเดียวในเกาะร้างของผม ผมอธิบายให้ตัวเองเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต และผมต้องเจอกับอะไรบ้างนับจากนี้

                ผมบอกตัวเองด้วยคำสั้นๆ- จงเข้มแข็ง

                มีเรื่องราวมากมายที่ต้องใช้ความเข้มแข็งเป็นยารักษา ทั้งเรื่องใหญ่ๆ และเรื่องเล็กๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างการนอนให้หลับในคืนแรก

                ในวันแรกของการอยู่คนเดียว ไม่ว่าคุณจะอยู่คนเดียวด้วยเหตุใด หลังจากจัดการเรื่องทั่วๆ ไปอย่างการเก็บข้าวของ จัดห้องหับเรียบร้อยดีแล้ว (แม้ว่าจริงๆ มันจะยังไม่เรียบร้อยก็เถอะ) อุปสรรคที่เปรียบเสมือนยักษ์ตนแรกที่คุณจะต้องเผชิญก็คือการนอน ในวงเล็บนอนให้หลับ

                การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดที่คนเราสามารถทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นคืนแรกของการนอนในสถานที่แปลกใหม่นับว่าเป็นเรื่องยากเอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภูมิคุ้มกันความแปลกใหม่ต่ำ และเคยชินกับอะไรเดิมๆ ได้ง่ายเช่นเป็นคนนอนติดที่ ติดเตียง ติดหมอน ติดว่าต้องให้คุณแม่เล่านิทานให้ฟังก่อนนอน หรือแม้แต่ติดว่าเมื่อหันไปจะพบใครคนหนึ่งนอนอยู่ข้างๆ ถ้าคุณเป็นคนลักษณะดังกล่าวกิจกรรมง่ายๆ อย่างการนอนให้หลับจะกลายเป็นเรื่องยากบรรลัยยิ่งกว่าการทำให้คนไทยรักกันโดยไม่แบ่งสีเหลือง สีแดงขึ้นมาทันที

                จากที่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย และนอนง่าย ผมเพิ่งรู้ตัวเองจากการอยู่คนเดียวว่าแท้จริงแล้วผมเป็นคนนอนหลับยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จิตใจไม่มั่นคง ไร้ความเสถียรการนอนให้หลับแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

                พลันที่ปิดไฟ ล้มตัวลงนอน ความคิดในหัวของผมก็พลุ่งพล่าน ส่วนใหญ่วนเวียนวกวนอยู่แต่กับเรื่องความชอกช้ำซ้ำซากของตัวเอง ความมืดพาผมจินตนาการไปสู่โลกอีกใบหนึ่งที่สะเปะสะปะ ไร้ระเบียบแบบแผน ผมคิดถึงอดีตที่เดินทางผ่านไปแล้ว ทั้งผู้คน ความรู้สึกและเหตุการณ์ต่างๆ ปัจจุบันขณะคือผมกำลังนอนก่ายหน้าผาก น้ำตารื้นอยู่ในบ้านใหม่ที่ยังต้อนรับผมเหมือนคนแปลกหน้า

                มันเป็นความรู้สึกเจ็บลึกๆ อย่างที่ผมไม่เคยค้นพบมาก่อน

                เมื่อรู้ตัวเองว่านอนไม่หลับ ผมก็ลองแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ นานาที่มีคนเคยแนะนำมาเช่นดื่มน้ำหรือนมอุ่นๆ สักแก้วจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น ผลก็คือดันดื่มน้ำมากไป ท้องอืด นอกจากนอนไม่หลับ อกหักแล้วผมยังกลายเป็นอึ่งอ่างท้องอืดที่พุงป่องน่าเกลียดอีกต่างหาก ช่างน่าสมเพชเสียจริงๆ

                นอกเหนือไปจากความรู้สึกไม่คุ้นชิน แปลกที่ หรือแม้แต่เสียอกเสียใจที่ทำให้คนเรานอนไม่หลับได้นั้น ความมืดและความรู้สึกกลัวความมืดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พวกมือใหม่ หัดอยู่คนเดียวต้องเผชิญและต้องผ่านมันไปให้ได้

                อันว่าความมืดที่ทำให้เราจินตนาการไปได้ไกลถึงไหนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจินตนาการที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์อย่างเรื่องผีๆ สางๆ นั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงหรือจินตนาการได้ ไม่ค่อยมีใครที่ตกอยู่ในความมืดแล้วจะจินตนาการถึงเรื่องดีๆ อย่างสูตรแคลคูลัสแบบใหม่ หรือวิธีหาค่าพาย

                มืดทีไรเป็นได้นึกถึงแต่ผี

                ผมเองก็ผ่านเรื่องผีๆ สางๆ ในจินตนาการอันเกิดจากความมืดมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน จนแทบจะกลายเป็นเพื่อนสนิท เปล่า, ผมไม่ได้สนิทกับผี เพราะมันไม่มีผีอะไรเลย แต่ความรู้สึกกลัวผีต่างหากที่ผมรู้จักมักจี่จนถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป

                แต่สำหรับครั้งนี้ ผมเพียงแต่พาความว้าเหว่ และความรู้สึกแปลกที่มาให้คุณรู้จักในฐานะเพื่อนคนแรกที่นักอยู่คนเดียวทั้งหลายต้องรีบทำความรู้จักและตีสนิทเอาไว้

                แน่นอนว่า เพื่อนคนนี้คบยากๆ แรกๆ อาจทำให้คุณต้องช้ำใจบ้าง แต่เชื่อผมเถอะว่านานๆ ไปมันจะเป็นเพื่อนที่ดีของคุณไปตลอด

                เพราะจะมีเพื่อนสักกี่คนกันเชียวที่เมื่อพบกันครั้งแรกก็สอนบทเรียนสำคัญให้เรา

                บทเรียนนั้นก็คือ ความเข้มแข็ง

 

(ชื่อตอนนำมาจากเพลง ‘อยู่คนเดียว’ ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์)

———————————————————————————————————

บทที่ 3 ผี…ที่ใครๆ ว่าร้าย ร้ายยังไม่เท่าเธอ ผี….หรือเธอถ้าเลือกเจอ ฉันยอมเลือกเจอผี

                อย่างที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าใครไม่ได้อ่านก่อนหน้านี้ ผมบอกให้อีกทีก็ได้ว่าบทเรียนแรกๆ ที่เราต้องเรียนรู้และต่อสู้ก็คือ ความกลัวที่เกิดขึ้นตอนที่เรากำลังจะปิดไฟนอนท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน

                มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ตกอยู่ในภาวะแบบนั้น ใครไม่กลัวหรือไม่รู้สึกหวาดหวิวอะไรบ้างเลยก็คงมีใจคอเข้มแข็งผิดมนุษย์ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ถือเป็นสัตว์สังคมที่จะรู้สึกปลอดภัยก็ต่อเมื่อได้อยู่รวมกลุ่มกัน แม้การนอนหลับอาจเป็นเรื่องปัจเจก ของใครก็ของมัน หมอนใครก็หมอนมัน แต่มันก็คงอุ่นใจกว่าหากเรามีใครสักคนนอนอยู่ข้างๆ

                แต่คนบางจำพวกที่ถูกสาปให้อยู่คนเดียว การนอนให้หลับในห้องหับที่เราเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวนั้นเป็นเรื่องยากลำบากกว่าหลายเท่า เพราะมีเรื่องให้เราต้องต่อสู้มากมายเกินไปในขณะที่ร่างกายของเราบอกว่ามันต้องการการพักผ่อนเต็มที่แล้ว

                ความมืดและความรู้สึกไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากภาวะแปลกที่แปลกทางนั้นเป็นตัวการสำคัญของเรื่องนี้

                เมื่อเราปิดไฟ ความมืดก็เข้ามาครอบคลุม แม้ในความมืดจะไม่อนุญาตให้เรามองหามองเห็นสิ่งใดได้ถนัดชัดตานัก แต่น่าแปลกที่มันกลับปลุกกระตุ้นจินตนาการของคนเราให้เตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนได้มากมายอย่างที่คุณเองก็ไม่อาจเชื่อ                                                                                                                                                     และแน่นอนว่า ‘ผี’ มักจะเป็นเรื่องที่รออยู่ ณ ปลายทางของจินตนาการในความมืดนั้นเสมอ ผมยังไม่เคยเห็นใครอยู่ท่ามกลางความมืดแล้วจินตนาการถึงมิคกี้ เมาส์หรืออดีตนายกฯ ทักษิณ (หรือถ้ามีใครจินตนาการดังว่านี้ช่วยบอกด้วย ผมอยากรู้จัก)

                ในคืนแรกแห่งการอยู่คนเดียวของผม ผมก็เหมือนคนทั่วไป ที่ย่อมไม่พ้นการหวาดกลัวผี ทั้งที่เกิดมาครึ่งชีวิตแล้วก็ยังไม่เคยเห็นหรือมีประสบการณ์เจอผีแบบจะแจ้งสักที (แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ต้องการเจออยู่  เรื่องบางเรื่องไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้) ผมยังจำได้ดีว่าในคืนแรกนั้นผมตั้งใจสวดมนต์แบบที่ไม่เคยตั้งใจเท่านี้มาก่อน นึกบทสวดไหนได้ก็สวดมันอย่างบ้าคลั่ง เขาให้สวดสามรอบ-สามจบ แต่ผมกลัวไม่ขลัง กลัวว่ามีบางบทที่อาจสวดผิดสวดถูก และส่งผลกระทบให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่อำนวยอวยพรผม ผมก็เลยสวดแถม-สวดวนมันอยู่อย่างนั้น จนแน่ใจว่าเจ้าที่เจ้าทางแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงเห็นใจในความปอดแหกของผมดีแล้วจึงตัดสินใจปิดไฟนอน

                แต่พลันที่ล้มตัวลงนอนมองเพดานห้องที่บัดนี้ความมืดเข้ามาปกคลุมผมก็รู้ตัวเองได้ทันทีว่าคืนนี้คงจะนอนหลับยากเป็นแน่แท้ เพราะใจมันกระวนกระวายซ้ำวนอยู่แต่ว่าจะมีผีไหมหนอ ผีจะหลอกไหมหนอ หรือถ้าผีหลอกจะทำยังไงดีหนอ ฯลฯ

                มาคิดๆ ดูผมก็อดสงสัยปนขำตัวเองไม่ได้ว่าตกลงแล้ว ผมอยากเจอหรือไม่อยากเจอผีกันแน่ ถ้าไม่อยากเจอใยจึงเฝ้าเวียนวนครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องผีๆ สางๆ ก็ไม่ทราบได้

                ลงท้าย คืนนั้นผมก็หมดท่า กลัวผีเสียจนนอนไม่หลับ และลุกขึ้นไปเปิดไฟห้องก่อนจะนอนเล่นๆ และผล็อยหลับไปในตอนเกือบรุ่งเช้า

                คุณก็อาจเป็นอย่างผม แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเวลาผ่านไป อาการกลัวผีตอนนอนของคุณก็จะทุเลาขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับความคุ้นเคยในสถานที่ที่พอกพูนขึ้นตามวันเวลา ในเวลาต่อมาคุณไม่จำเป็นต้องเปิดไฟนอนให้ไฟเผาหน้าและเปลืองค่าไฟฟ้าอีกแล้ว คุณอาจจะเริ่มหาโคมไฟเล็กๆ มาเปิดพอให้เกิดความสลัวรางแทนไฟดวงหลัก คุณอาจลดจำนวนบทสวดมนต์ลง จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปนานมากพอ คุณก็อาจไม่จำเป็นต้องเปิดไฟดวงใดอีก หรือกลับมาเป็นคนที่ไม่เคยคิดจะสวดมนต์ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อีกครั้ง

                แต่ก็ไม่ใช่ว่าบททดสอบในวิชา ‘นอนไม่หลับเพราะกลัวผี’ จะหมดไปได้ง่ายๆ หรอก คุณแค่สอบผ่านในระดับข้อเขียนหรือไม่ก็ปรนัยเท่านั้น ยังมีบททดสอบที่หนักหนาสาหัสกว่าในระดับสอบปฏิบัติหรืออัตนัยรอท่าอยู่ นึกหรือว่าผีมัน…เอ๊ย…พี่เขาจะยอมลดราวาศอกง่ายๆ

                จริงอยู่ คุณเอาชนะความมืดได้แล้ว แต่ด่านต่อไปก็คือความคิดของคุณที่มักจะหลอกคุณเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ

                คนที่อยู่คนเดียวทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นฝึกหัด คงต้องผ่านเรื่องที่ผมจะยกตัวอย่างทำนองนี้

                เงาวูบไหวนอกหน้าต่าง– ‘เอ๊ะ นั่นเงาอะไร หรือว่า…’

                เสียงไม้ลั่น หรืออะไรสักอย่างดังเปรี๊ยะ– ‘เอาล่ะสิ เสียงอะไรวะ หรือว่า…’

                เสียงใครเดินอยู่หน้าห้องเรา– ‘ไม่นะ…หรือว่า…’

                ยอมรับกันอย่างไม่อาย (เพราะคงไม่มีอะไรให้ขายหน้าได้มากกว่าที่ผ่านมาอีกแล้ว) ว่าผมนั้น

ผ่านเหตุการณ์ขั้นต้นมาหมดแล้ว และผมก็แทนค่าจุดไข่ปลาสามจุดหลังคำว่า ‘หรือว่า…’ นั้นด้วยคำว่า ‘ผี’ มาหมดแล้วเช่นกัน

                แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อเวลาผ่านไปมากพอ คุณก็จะพบว่าปรากฏการณ์ทั้งสามนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเงาผ้าที่ตากไว้หลังห้องปลิวยามลมพัด หรือไม่ก็เป็นเสียงโต๊ะไม้ยางพาราที่ขยายตัวเมื่ออากาศเย็นเพราะคุณเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่เสียงรองเท้าที่วางไว้หน้าห้องมันพลัดตกลงมา เมื่ออยู่ไปนานๆ เข้า คุณจะเห็นเองว่าทุกอย่างไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อนเกินธรรมชาติ

                ผมนั้นโดนทดสอบหนักถึงขั้นที่ว่า อยู่ๆ วันหนึ่งก็มีน้องคนหนึ่งหวังดี (หรือหวังร้ายก็ไม่รู้มัน) โทรมาบอกว่าหอพักที่ผมอาศัยอยู่นั้นเพิ่งมีนักศึกษาผูกคอตาย ทำเอาผมนอนไม่หลับ (และกลับมาสวดมนต์-เปิดไฟนอนอีกครั้ง) ไปคืนหนึ่ง ก่อนที่มันจะบอกในเช้าวันรุ่งขึ้นว่าจำผิดหอ…ดูมันทำกับผม

                ดังนั้น วิธีที่ผมอยากแนะนำในคืนแรกๆ ของการอยู่คนเดียวก็คือ คุณต้องมองฝ่าเข้าไปในความมืด เพราะถ้าคุณเคยมองความมืด คุณย่อมจะรู้ว่าธรรมชาติของการมองฝ่าความมืดนั้นสอนอะไรเราบางอย่าง นั่นก็คือเมื่อความมืดเริ่มต้น คุณจะเห็นแต่ความมืดมนอนธกาล แต่ครั้นสายตาของคุณปรับให้เข้ากับความมืดนั้นได้แล้ว คุณก็จะมองเห็นอะไรอะไรได้ชัดขึ้น                                                                                                   ทั้งหมดที่ผมกำลังจะบอกคุณก็คือ ผีหรือเรื่องน่าหวาดหวั่นทั้งหลายนั้นเกิดจากจิตของเราที่ไหวเอนไปเอง การทำจิตให้เข้มแข็งอันเปรียบเสมือนการมองฝ่าความมืดนั้นจะเป็นทางออกของเรื่องนี้ได้ ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าจิตของเราที่สั่งให้กลัวไปเองหรอก

                และความน่ากลัวที่แท้จริงของการอยู่คนเดียวยังมีอีกมากและไม่ใช่ผี

 

(ชื่อตอนนำมาจากเพลง ‘กุ๊ก กุ๊ก กู๋’ ของวงเอ๊กซ์ วาย แซด)

———————————————————————————————————

Responses

  1. อยากอ่านต่อตอนต่อไป ว่าการอยู่คนเดียวมันต้องทำยังไงบ้าง อิอิ

  2. อ่านแล้วอยากบอกว่าเราคงอยู่คนละฟา่กกับต๊ะเลย เราไม่ได้อยู่คนเดียวนานมากจนเวลาได้อยู่คนเดียวจะนึกไม่ออกว่าทำอะไรก่อนดี

  3. อ่านแล้วอินเพราะอยู่คนเดียวเยอะค่ะ
    รออ่านต่อค่า

  4. รออ่านตอนต่ออย่างใจจดใจจ่อครับ พี่เผ่าจ้าว ^^

  5. งืมมม เหตุการณ์คล้ายกันเรยค่ะ

    แต่พอดีหนูเปงผู้หญิง ที่ต้องกลับมาอยู่ตัวคนเดียว

    ตอนนี้…อาศัยการตั้งเวลาปิดทีวี เพื่อกล่อมให้ตัวเองหลับในห้องที่อยู่คนเดียวค่ะ

  6. เปลืองไฟเหมือนกันนะครับ แต่ก็ค่อยเป็นค่อยไปนะ วันหนึ่งก็คงหลับได้โดยไมต้องอะไรให้ปิด ให้เปิด หรือให้ใครมากล่อมเรา เราเกิดมากรนคนเดียวก็ต้องกล่อมตัวเราคนเดียวครับ

  7. สรุปจากที่อ่านคือ ช่วงทดลองอยู่ด้วยกันนี้ก็นอนคนเดียวได้ในบางคืน หลับได้สบาย แต่พอวันต่อๆไปเขาจะไม่มาแล้วกลับนอนคนเดียวไม่หลับซะงั้น ที่นอนก็ที่นอนเดิมแต่เปลี่ยนสถานการณ์

    อารมณ์ว้าเหว่แบบนี้คนไม่มีแฟนเข้าใจยาก

    แต่อยู่คนเดียวแบบปกติไม่ได้ยากขนาดนั้น คนเดียวไม่ได้แปลว่าโดดเดี่ยว ยิ่งปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือแล้ว
    ขอแค่จะมีใครสักคนที่จะวิ่งจี๋มาหาเรากลางดึกเมื่อมีสัญญาณขอความช่วยเหลือด่วน (หรืออย่างน้อยโผล่มาตอนเข้าก็ยังดี)
    หรือใครสักคนที่จะมากู้ศพเราได้ก่อนที่จะอืดหรือโดนหมาแทะไปครึ่งหนึ่ง (ขออภัยหากกำลังทานอาหาร)
    ใครสักคนจะเป็นพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงคนรัก ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านเดียวกัน ตัวติดกัน

    เราไม่โดดเดี่ยวหรอกค่ะ เหงาหน่อยเดี๋ยวก็ชิน

    ส่วนเรื่องกลัวผี ต้องพิสูจน์ให้ชัดค่ะ เดินไปดูเลย ยอมเสี่ยงหัวใจวายดีกว่าที่จะนอนไม่หลับทรมานทั้งคืน

    ข้อดีของการอยู่คนเดียวก็มีนะคะ อยากให้เขียนมาให้อ่านบ้างจัง

    (ปัจจุบันเมมเบอร์กู้ชัพนเรนทร1669ไว้เผื่อลื่นล้มในห้องน้ำ แต่ก็ต้องตะกายมาให้ถึงมือถือให้ได้ก่อนอยู่ดี)

  8. ชอบจัง เดี๋ยวบุ๊คมาร์คไว้ก่อน

  9. เอาใจช่วยค่ะ จะคอยเชียร์นะ ^_^

  10. ประกาศครับ

    คู่มืออยู่เดียว คงเขียนมาให้อ่านกันในบล็อกเพียงเท่านี้ เพราะต้องนำไปเขียนรวมเล่มซะแล้ว ใครที่อยากอ่านต่อ อดใจรอครับ

  11. แก้คำผิด เป็นคู่มือการอยู่คนเดียว จ้ะ

  12. อ่านจบเล่มแล้วค่ะ

    รู้สึกดีขึ้น เมื่อเห็นภาพความเหงาของคนอื่น ฮ่าๆ (เอ๊ะ ยังไง )
    ตัวหนังสือพี่ยังอ่านแล้วชวนให้ยิ้ม และหัวเราะได้อยู่

    ไว้คราวหน้า (ถ้ามี) ตอนเดินเข้าไปขอให้เซ็นหนังสือ
    จะบอกละกันว่าเมื่อก่อนติดตามอ่านงานพี่เรื่อยๆ
    ในเสาร์สวัสดี ต่อด้วยบทสัมภาษณ์ในแฮมฯ และ จีเอ็ม^^

    สุดท้ายขอให้ปีนขึ้นจากหลุมได้สำเร็จและมีความสุขค่ะ

    • มันต้องอย่างนั้นครับ🙂

  13. ตอนนี้วางขายที่ไหนบ้างคะ

    • รานหนังสือทั่วไปครับ

  14. คือว่า อยากไปร้านกาแฟ พี่อะคับ พอดีจะเอาหนังสือไปให้เซน เห็นบอกว่าอยู่แถว บางยี่ขัน ซึ้งผมก็อยู่แถวๆๆนั้นอยู่วงเวียนใหญ่อะคับ ยังไงช่วยบอกด้วยนะคับ

  15. ให้บอกว่าอะไรครับ ถ้าบอกว่าร้านอยู่ไหน ดูตามแผนที่เลยนะครับ มาตามนั้นไม่มีหลงครับ หรือถ้าหลงก็โทรมาสอบถามทางกันได้ ให้เบอร์ไว้แล้วครับ

  16. พึ่งอ่าน “คู่มือการอยู่คนเดียว” จบเล่ม ตรงมากๆ
    อย่างตอนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เริ่มอยากทำตัวอยู่คนเดียวบ้างล่ะ

    • อย่าเลยครับ ผมว่ามันไม่สนุกนัก

  17. สนุกดีจ้ะ

  18. อ่านจบแล้ว สนุกดี….

    ขอบคุณค่ะ

  19. เจอกันพอดีกับจังหวะของชีวิตกับคู่มือการอยู่คนเดียว ตอนนี้กำลังผ่านบททดสอบแต่ละบทของการอยู่คนเดียว…(เข้าใจแต่ทำไม่ได้…พยายามทำใจค่ะ)

  20. มันคืออีกบทหนึ่งที่ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่ความรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไป ยากจะลืมจิงๆ

  21. ชอบบทความของพี่จังค่ะ ต้องไปหาซื้อซะแล้ว
    **ฝากตัวด้วยนะค่ะ ทางนี้ก็ขวัญมงคลเหมือนกัน พอดีจะเข้ากูเกิ้ลหมายเลขรหัสนักศึกษาแล้วมาเจอเข้าเลยแวะมาดู เป็นบทความที่โดนใจมากๆเพราะตอนนี้ อยู่คนเดียวเหมือนกัน เฮ้อ…

    • เรานามสกุลเดียวกันเหรอครับ เป็นญาติกันหรือยังไง ยินดีที่รู้จักครับ

  22. ได้รู้จักหนังสือผ่านคอลลัมน์ประเภทแนะนำหนังสือค่ะ
    ประสบความสำเร็จในการออกตามหาครั้งล่าสุด ที่สยามพารากอน
    แต่เนื่องจากไม่แน่ใจว่าควรหาในส่วน/หมวดไหน จึงถามจากพนักงานของร้าน น้องพนักงานที่ยืนตรงแคชเชียร์ได้ยินเข้า จึงช่วยบอกเพื่อน ว่าเล่มสีดำๆ ตรงนั้นตรงนี้…
    พอมาจ่ายเงิน น้องคนที่ช่วยบอกพิกัดเป็นคนหุ้มปกพลาสติกให้ พลางชวนคุย “พี่อยู่คนเดียวเหรอคะ หนูว่ามันเหงานะ” (พี่ก็ว่างั้นล่ะหนูเอ้ย…)

    เมื่ออ่านจบ มีความคิดว่า มันแหงาก็จริง แต่มันไม่ได้เศร้า(ขนาดนั้น) ขอให้ทุกท่านที่อยู่เบื้องล่าง(หลุม)มีโอกาสได้ขึ้นไปชมนก ชมไม้กันในเร็ววันนะคะ

    • ขอบคุณครับ

  23. ดีจังมีคนเป็นเหมือนเราเหมือนกัน นี่นา ไม่ได้เป็นคนเดียว ลองสวดมนต์ นั่งสมาธิ ก่อนนอน ซัก 5 นาที นะคะ ดีขึ้นจิง จิงนะ

  24. อยากหามาอ่านบ้างจัง ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังมีขายอยุ่ไหมคะ

    • ยีงมีขายอยู่ครับ ขอบคุณครับ

  25. คัยก็ได้ช่วยบอกทีก่อนหน้านี้เคยมีคนอยู่เป้นเพื่อนกินนอนเที่ยวมีเธออยู่เคียงข้างเสมอแต่วันนี้เธอหายไปเลยโดยที่เราไม่รู้ว่าเราผิดอะไร พอมาเจอกันเราก็ถามคำตอบที่ได้คือ เราเลิกกันเถอะ คัยพอมีวิธีอะไรบ้างช่วยหน่อยเถอะ………….

  26. อืม

  27. พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เขียนหนังสือขายเลยครับชอบมาก

  28. อ่านแล้วชอบมากครับ

  29. มาอ่านด้วยครับ

  30. จะติดตามเรื่องราวต่อไป

  31. อยากอ่านต่ออ่ะ มีปัญหามากกับการอยู่คนเดียว

  32. ที่อยู่คนเดียวเพราะฉันไม่อยากอยู่กับใครอีกแล้ว ผิดหรอที่ฉันรักคนนามสกุลเดียวกัน แต่รักยังไงก้ออยู่ด้วยกันไม่ได้
    มันน่าเศร้าไหมล่ะ

    • ผมไม่ค่อยได้แวะมาที่นี่ครับ นานๆ มาที แต่ก็ขอบคุณและยินดีมากๆ ครับ ยังไงรบกวนติดตามความคืบหน้าหรือพูดคุยได้ที่ http://www.facebook.com/paojao ครับ

  33. น่าอ่านมากเลยค๊าบๆ

  34. ……..ดีค่ะ ทุกคนมีความคิดที่ต่างกัน แต่สถาวะการอยู่คนเีดียว มันเหงา บอกไม่ถูกเหมือนกัน ไม่ได้เลิกกับแฟน แต่ว่าไม่เคยได้สัมผัสกับความรัก ……ก็เลยอยู่คนเดียวมาตลอด บ้างครั้งมีคนเข้ามา ก็คิดว่ามันแปลกที่จะมีใครเข้ามา ทั้งๆที่เราเคยเหงา วังเวงมาตลอด พอมีส่วนที่จะเติมเต็มด้านความรัก กับมองเป็นเรื่องแปลกและก็ไม่ชิน นึกแล้วก็ฮ่ากับตัวเอง ……….พอได้อ่าน ก็รู้สึกดีที่มีหลายๆคนที่เป็นคล้ายๆกับเรา มองโลกในแง่ดี คิดว่าทุกอย่างคงจะดีตามมาค่ะ สู้กับความเหงา 55+

    • ผมไม่ค่อยได้แงะมาที่นี่ครับ นานๆ มาที แต่ก็ขอบคุณและยินดีมากๆ ครับ ยังไงรบกวนติดตามความคืบหน้าหรือพูดคุยได้ที่ http://www.facebook.com/paojao ครับ

  35. ผมเองก็เช่นกัน หลายคนบอกผมเป็นคนไม่เข้าสังคม ชอบเก็บตัว เพราะอะไรน่ะหรอ
    ก็เพราะสังคมมันห่วย หลายคนที่ผมพบเจอต่างต้องการผลประโยชน์จากตัวผม ถ้าสังคมมันห่วยนัก ผมเลือกที่จะอยู่คนเดียว แทนที่จะเป็นสัตว์สังคม เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ต้องการให้ผู้อื่นยอมรับ และวิธีที่จะทำให้ผู้อื่นยอมรับคือการโกหก ตอแหล ใส่กันโดยไม่รู้ตัว ผมคิดว่าแทนที่เราจะให้ผู้อื่นยอมรับ คุณยอมรับในตัวคุณเองหรือยัง ผมคิดว่าเราน่าจะใช้ชีวิตของเราแบบทางสายกลางอย่างที่ในหลวงดำริไว้ ใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการ ไม่ต้องแคร์คนอื่น ขอแค่คนอื่นไม่เดือนร้อน และถ้าหากคุณสามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่พึ่งคนอื่น คุณจะกลายเป็นคนที่เข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดได้ แต่ผมก็ไม่ได้หมายถึงอยู่คนเดียวไปทั้งชีวิต แค่สามารถจัดการชีวิตด้วยตัวคุณเองก็พอ

    • ผมชอบประโยคสุดท้ายของคุณครับ เอาใจช่วยนะครับ

  36. ไม่ค่อยได้แงะมาก็ไม่เป็นไรค่ะ..แค่คนนึงผ่านมา แล้วค้นดูว่า เอ๋!!!จะมีใครเขียนคู่มืออยู่
    คนเดียวมั่งรึเปล่า..อ้าวปรากฎว่ามี ก็เลยต้องอ่านซะเลย ก็แบบว่าโดน มีทั้งเหมือนและ
    แตกต่าง..เหมือนตรงที่ทำไมมันนอนไม่หลับว่ะ..ปกติไม่มีอะไรหยุดยั้งการนอนของเธอได้
    แต่ไหง คืนนั้นมันนอนไม่หลับบบบบ..ต่างกันตรงที่เราไม่กลัวผี เลยไม่ค่อยมีปัญหากับ
    ความรู้สึกนี้…แต่ตอนนี้เหรอ สบายมาก ถ้าให้เกรดวิชาการอยู่คนเดียว เราก็ได้ เอบวกหล่ะ
    และถ้าให้ปริญญา ตอนนี้ก็จบเอกเป็นดอกไปเรียบร้อยโรงเรียน alone แล้ว…ไม่ต้อง
    กังวัลสำหรับมือใหม่หัดเหงานะคะ เพราะเวลาจะนำพาวิธีการต่างๆ นาๆ มาให้คุณเอง

    • ขอบคุณครับ ผมคงไม่ต้องบอกว่าเอาใจช่วยคุณแล้วนะครับ เพราะดูท่าคุณน่าจะเก่งกว่าผมอีก

  37. ตัดเล็บเองยังไม่เป็นเลย
    แล้วจะอยุุ่ได้มั้ยนี่

  38. ต้องเรียนรู้การอยู่คนเดียวให้ได้ เพราะเขาไม่อยากอยู่กับเราแล้ว
    เฮ้อ…เศร้า (ก้อเรายังอยากอยู่กับเขานี่นา)

  39. เป็นคนที่อยู่คนเดียวเหมือนกานค่ะเขียนเยอะได้ไหมค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ

  40. หาซื้อไม่ได้เลยค่ะ ทำยังไงดีคะ

  41. สุดยอดคับผมก็อยู่คนเดียวทุกวันเจอเหมือนกันเป้ะๆ

  42. เริมต้นผมต้องการอยู่เป็นคู่ เพราะวัยเด็กขาดความอบอุนมาก ตั้งใจไว้ว่าโตขึ้นจะมีครอบครัวที่มีแต่ความอบอุ่น มีพ่อแม่และลูกๆอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ผมคิดว่าการเป็นคนดี
    ไม่ดื่มสุรา สูบบุหรี ไม่เจัาชู้ ไม่เที้ยวคลับสถานเริงรมย์และอบายมุก ทำงานประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว. นั้นคือผู้ชายที่ดีในสังคมและผู้หญิงเห็นว่าเป็นผู้ชายที่ดี.
    แต่ความจริงผมคิดไม่ถูกทั้งหมด. โดยเฉพาะการมีภรรยา(เมีย) ผู้หญิงบางคนต้องการแต่สิ่งที่ถูกใจตัวเองโดยไม่ต้องการเหตุผล. ต้องการให้สามีทำตามใจตนเองโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ถูกและควร. หลายครังทำให้เกิดปัญหาตามมา. ไม่มีความรับผิดชอบ.
    อาจเป็นเพราะนี้คือธรรมชาติของผู้หญิง. หรือผมไม่ดีทำไม่ถูกใจเธอ. หรือผมมันซวย
    กอนจะลงเอยกับใคร. ไม่่คบหาดูนิศัยใจคอกันให้ดี.ทุกวันนี้อย่ากอยู่คนเดียวติดแต่ว่าเรามีลูกค้วยกัน.ผมสงสารลูกและตัวเองจริงๆ.


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: