Posted by: chakkraphan | December 2, 2009

ต๊าย…ตาย

ถ้าความตายแปลว่าหยุดหายใจ ผมก็ยังไม่เคยตาย เพราะตั้งแต่จำความได้ผมยังไม่เคยหยุดหายใจ หรือแม้แต่ตอนที่ยังจำความไม่ได้ก็เถอะ ผมก็ยังคงเชื่อว่าตนเองไม่เคยหยุดหายใจ ตลอดระยะเวลาสามสิบกว่าปีมานี้ ผมเห็นผู้คนล้มหายตายจากไปจำนวนหนึ่ง ไปงานศพก็มากครั้งอยู่ แต่จำนวนมากเท่ามากของงานศพที่ผมเคยไปร่วมมาไม่ทำให้ผมรู้สึกว่านั่นคือการตายในความหมายของคำว่าจากไป จริงอยู่พวกเขาล้วนจากโลกนี้ จากญาติมิตรคนสนิทและคนรักของเขาไป แต่ส่วนใหญ่ของงานศพเหล่านั้น ผมไม่ใช่แม้แต่ญาติมิตรคนสนิทและคนรักของผู้จากไป ผมเป็นแค่ญาติมิตรคนสนิทหรือคนรักของญาติมิตรคนสนิท หรือคนรักของผู้จากไปอีกที ดังนั้นผมจึงไม่ได้ตระหนักว่าผู้จากไปนั้นได้จากผมไปจริงๆ บ่อยครั้งที่ผมสงสัยว่าทำไมเพื่อนๆ ที่มางานศพด้วยกันใช้เวลานานในการไหว้ศพเมื่อถูกเจ้าภาพเชื้อเชิญ ผมอยากรู้ว่าพวกเขาพูดอะไร หรือมีอะไรให้พูด ผมอยากรู้จริงๆ เพราะผมเป็นคนไหว้ศพเร็วมาก เพราะไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุขคติ เพราะนี่น่าจะเป็นคำอำลาที่ดีสำหรับการจากไป แต่พอหมดประโยคนี้แล้วยังไงต่อผมเองก็อับจนปัญญา เนื่องจากไม่รู้จักผู้ตายเป็นการส่วนตัวมากพอที่จะมีสิ่งใดให้บอกกล่าว ผมเคยถามเพื่อนว่า มึงไหว้นานๆ นี่พูดอะไรกับเขา คำตอบของเพื่อนก็คล้ายกับของผม นั่นคือขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ นั่นสิ แล้วทำไมมึงไหว้นานกว่ากู เพื่อนไม่ตอบแต่กลับด่าว่าผมสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่อง ผมสงสัยว่าผมสงสัยอะไรไม่เข้าเรื่องอย่างที่เพื่อนบอกจริงหรือ มันจะไม่เข้าเรื่องได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่รู้จักผู้ตายมาก่อน บางครั้งมารู้จักว่าผู้ตายเป็นย่าของเพื่อน พ่อของเพื่อนร่วมงาน หรืออาก๋งของเพื่อนแฟนเก่าเอาก็ในงานนี้เอง เรียกว่าพอรู้จักปุ๊บก็กล่าวคำอำลากันเดี๋ยวนั้นทันที เช่นนั้นแล้วจะมีคำกล่าวอะไรได้อีกนอกจากอวยพรให้การเดินทางครั้งใหม่ของเขาเหล่านั้นเป็นไปด้วยดี
สมมติว่า ถ้าวันนี้หลังจากเขียนบทความชิ้นนี้จบแล้วผมเกิดสิ้นใจตายโดยพลัน กลายเป็นเพียงดวงวิญญาณ และสมมติอีกว่าดวงวิญญาณของผมมีความสามารถพิเศษที่ตอนยังมีชีวิตอยู่ไม่มีนั่นก็คือการล่วงรู้ว่าคนที่มางานศพของผม (หวังว่าคงมีนะ) และเป็นคนที่ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนและมาเพื่อให้เกียรติคนสนิทของผมอีกทีนั้นจะกล่าวอะไรกับผม จะมีคนเพี้ยนๆ ที่กล่าวว่าขอให้เดินทางด้วยดีแล้วเปิดตูดลุกหนีไปทันทีเหมือนผมตอนที่ยังหายใจอยู่หรือเปล่า ผมคงได้รู้คำตอบเข้าในสักวันหนึ่ง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเฉียดใกล้ความตายที่มีความหมายมากกว่าการจากไปอยู่จำนวนหนึ่ง สามถึงสี่ครั้งเห็นจะได้
ครั้งแรกเป็นการตายของ ‘แม่คุณ’ ซึ่งเป็นคำที่ผมใช้เรียกยายทวดของผม แม่คุณจากพวกเราไปตอนที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมห้าหรือไม่ก็ประถมหก มันเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในเช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังงัวเงียตื่นนอน พ่อบอกว่าแม่คุณตายแล้ว ผมตั้งสติอยู่พักหนึ่ง แล้วเดินไปที่ช่องแคบระหว่างห้องอันถูกกำหนดให้เป็นที่ทั้งที่นอน ที่กิน ที่อยู่ และที่ขับถ่ายของแม่คุณ ผมไม่พบแม่คุณอยู่ที่นั่น สัมผัสได้แค่กลิ่นอับๆ ของปัสสาวะและกลิ่นหมากพลูซึ่งผมเรียกว่ากลิ่นแม่คุณ พ่อบอกว่าแม่คุณแก่ตายและจากไปอย่างสงบไร้การคร่ำครวญอาวรณ์ใดๆ พ่อบ่นกับผมว่าเสียดายที่ยังทำชีวประวัติของแม่คุณไม่เสร็จ ผมยังจำได้ว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ผมนั่งฟังพ่อซักถามความเป็นมาของแม่คุณ ทำนองว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหน ทำอะไรมาบ้าง แม่คุณหูตึงจึงได้แต่ถามกลับว่า ‘หา…อะไรนะ…หา’ อยู่อย่างนั้น สรุปว่าพ่อและผม (ในฐานะผู้ช่วย) ทำประวัติของแม่คุณไม่สำเร็จ พ่อบอกผมในเช้าวันที่แม่คุณตายว่าเสียดาย ผมเองก็เสียดาย
ครั้งต่อมา เป็นการตายอีกครั้งที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา น้าสาวของผมคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยการทำอัตวินิบาตกรรม เธอใช้เชือกผูกคอและร่างของตัวเองเข้ากับขื่อประตู ผมยังจำภาพนั้นได้ติดตาแม่นยำเป็นอย่างดี เพราะผมเป็นคนอุ้มร่างของเธอลงมาจากขื่อนั้น การเสียชีวิตของน้าสาวถือเป็นการใกล้ชิดความตายมากที่สุดในชีวิตของผม เพราะหลังจากนำเธอลงมา ผมก็อยู่กับร่างไร้วิญญาณของน้าเกือบวันเต็มๆ นับตั้งแต่ไปโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร ย้ายไปอีกโรงพยาบาลเพื่อตกแต่งศพ ก่อนจะนำศพกลับมายังวัดเพื่อจัดงานศพ ผมเพิ่งมาตระหนักรู้ว่าน้าของผมได้จากไปในความหมายของการละทิ้งชีวิตจริงๆ ก็เมื่อนำร่างของเธอกลับมายังวัดในตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อจัดงานสวดศพ สี่-ห้าชั่วโมงก่อนหน้านั้น นับตั้งแต่พบเธอผูกคอตายในตอนสายไปจนอยู่กับเธอในท้ายรถกระบะในช่วงเที่ยงบ่าย ผมคล้ายคนที่ไม่ใช่ตัวเอง ผมไม่ได้ร้องไห้เลยตลอดระยะเวลานั้น (ยกเว้นครั้งแรกที่ได้พบศพ) สมองผมทึบนึกอะไรไม่ออก ไม่รู้สึกหิว และเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ ช่วงเวลานั้นผมใช้มันไปกับการพิจารณาร่างของคนที่เคยมีชีวิต ผมพินิจพิเคราะห์ศพอย่างใกล้ชิด ของเหลวสิ่งปฏิกูลมาจากไหน การเปลี่ยนแปลงของผิวเนื้อผิวหนังเป็นอย่างไร อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะผมไม่เคยอยากทำงานเป็นผู้เก็บศพหรือหน่วยบรรเทาสาธารณะภัย แต่เมื่อผมได้เผชิญหน้าความตายจังๆ ผมกลับไม่มีความนึกคิดอะไรเลย คล้ายกับนั่นเป็นตัวผมที่ไม่ใช่ตัวผม และตัวผมกลับมาเป็นผมคนที่ร้องไห้เสียใจอีกครั้งเมื่อเสร็จภารกิจเดินทางกลับบ้านเพื่อมาอาบน้ำและเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
อีกครั้งที่ไม่อาจเรียกว่าเฉียดใกล้ แต่มันก็ใกล้มากๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อราวสอง-สามปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเช่าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง คืนวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากรุ่นน้องที่อาศัยอยู่ในซอยเดียวกันว่าที่อพาร์ตเมนต์ของผมมีคนตาย คืนนั้นผมกลัวจนนอนหลับไม่สนิท เช้าวันรุ่งขึ้นผมถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ พี่ยามบอกว่ามีคนตายแต่ไม่ใช่ที่นี่ น่าจะเป็นอีกอพาร์ตเมนต์หนึ่ง ผมโล่งอกสบายใจและโทรศัพท์ไปด่ารุ่นน้องที่ปล่อยข่าวลือคนนั้นแล้วผมก็ลืมเรื่องนี้ไป หลังจากนั้น วันหนึ่งผมคุยกับน้องที่อาศัยอยู่ห้องข้างๆ เชิงสัพเพเหระ ไม่มีสาระอะไรจริงจัง และเธอก็เล่าข่าวลือให้ผมฟังว่าห้องชั้นบนที่อยู่เหนือห้องผมนั้นปิดประตูมาเป็นเดือนแล้ว ไม่มีใครเปิดเพื่อเข้าออก แต่คนที่อยู่ข้างๆ ล้วนยืนยันว่าได้ยินว่ามีคนใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ผมหัวเราะให้กับเรื่องนี้ แถมยังคิดแผลงๆ ว่าหรือผมควรจะปีนระเบียงหลังห้องผมขึ้นไปดูดีไหมว่ามีใครขังตัวเองอยู่ในนั้น หลังจากนั้นพักใหญ่ๆ ผมก็ย้ายออกจากที่นั่น
เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ผมได้พบน้องข้างห้องโดยบังเอิญ เธอเท้าความถึงเรื่องที่เราเคยคุยกัน และยังรายงานความคืบหน้าว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากผมย้ายออกไป เรื่องก็คือมีศพอยู่ในนั้น สันนิษฐานว่าสาวเจ้าคงฆ่าตัวตายด้วยเรื่องเดิมๆ นั่นคือผิดหวังในความรัก เธอห้อยตัวอยู่เหนือห้องผมอยู่เกือบเดือนจนเริ่มมีกลิ่นเหม็นกระจายออกมา ผมขนลุก สิ่งที่รุ่นน้องคนนั้นบอกเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์นี้ไม่ได้บอกอะไรนอกจากมีคนเสียชีวิตอยู่เหนือหัวผมเกือบเดือน
เมื่อไม่นานนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งถึงแก่อสัญกรรม ผมใจหายเมื่อรู้ข่าว ผมไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวและไม่ได้ไปงานศพ ผมคิดว่าถ้าได้ไปงานศพผมจะไหว้ศพของท่านแล้วบอกว่าอะไรอีกนอกจากขอให้ดวงวิญญาณของท่านเดินทางไปสู่สัมปรายภพ ผมอยากจะบอกว่าผมนิยมชมชอบท่านในบางส่วน และบางส่วนก็ต้องยอมรับตามตรงว่าไม่ใคร่นิยมนัก ผมเชื่อว่าหากท่านรับรู้ได้ทางดวงวิญญาณ ท่านคงเข้าใจ รับได้และให้อภัยผม ผมจำได้ว่าท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าเราไม่สามารถทำให้คนทุกคนรักเราได้ คนที่ไม่ชอบเราก็อาจจะมีเช่นเดียวกับคนที่รัก
ผมสงสัยอีกว่า หากคนที่เราไม่ใคร่ศรัทธานักจากไป หัวใจเราพอจะมีที่ว่างมากพอในการละวางความชังนั้นได้หรือไม่ หรือความชังย่อมเป็นความชังต่อไปไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ผมสงสัยมากขึ้นเมื่อพบว่ามีคนถามผมว่าผมรู้สึกอย่างไร ผมถามกลับว่าแล้วเขาล่ะรู้สึกอย่างไร แล้วเราก็เปลี่ยนเรื่องคุย ถ้าไม่เปลี่ยนเรื่องคุยคำตอบของผมคือรู้สึกใจหาย ต่อมาพบก็พบว่าน้องอีกคนหนึ่งตั้งชื่อเอ็มเอสเอ็นของเขาทำนองว่าไปที่ชอบที่ชอบ ผมนึกอยากถาม (แต่ไม่ได้ถาม) ว่าไปที่ชอบที่ชอบนี้ แปลว่าอะไรได้อีก มันมีน้ำเสียงแบบไหน มากกว่านั้นผมสงสัยนักว่าหัวใจของน้องคนนั้นกว้างยาวมากแค่ไหน ผมสรุปไปเองว่ามันคงคับแคบน่าดู แต่เขายังเด็ก สุดท้ายผมให้อภัยกับความไม่รู้เดียงสาของเขา แต่ทั้งหมดนี้ผมคิดเอง สรุปเองทั้งสิ้น ผมอาจผิดตั้งแต่แรก น้องเขาอาจมีจิตใจงามกว่าผมนัก
เมื่อหัวคำที่ผ่านมา ผมมองแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ผมทำเกือบทุกวัน บ่อยครั้งผมคิดเรื่องความตาย แต่วันนี้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนสมัยมัธยมของผมคนหนึ่งโดดสะพานซังฮี้ตาย ศพไปลอยขึ้นที่ท่าน้ำพรานนกและเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันถัดมา หลังจากนั้นทุกครั้งที่ผมและเพื่อนๆ นัดเจอกัน เราจะพูดถึงมันเสมอ บางคนรินเหล้าเผื่อมัน บางคนก็ใช้มันไปทำนู่นซื้อนี่ เหมือนตอนที่ยังอยู่ด้วยกัน มันมักจะเป็นคนที่เพื่อนๆ บังคับให้ทำอะไรอะไรเสมอ เพราะมันขัดใจเพื่อนไม่เป็น ในวงเหล้าเพื่อนอีกคนหนึ่งก็จะพูดว่า ดีใจจริงๆ เพื่อนเราได้ลงหน้าหนึ่ง แล้วเราก็จบด้วยเสียงหัวเราะ ไม่มีกลิ่นธูป ไม่มีปาฏิหาริย์ เหล้าแก้วนั้นไม่ได้พร่อง ถ้าจะพร่องก็เพราะใครหยิบไปดื่มเอง ไม่ใช่เพราะเรื่องที่น่าขนลุกอย่างใด ผมไม่รู้ว่าเพื่อนอยู่กับเราในวงเหล้าหรือเปล่า แต่ในช่วงเวลาหนึ่งผมมั่นใจว่ามันมีตัวตนอยู่ในหัวใจของพวกเรา เพื่อนทุกคน เราเคยใช้ชีวิตร่วมกับมันมา
ผมยังไม่ตาย ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ หรือตายแบบใด ถ้าเลือกได้ผมอยากตายอย่างแม่คุณ แต่ก็ไม่อยากให้แก่เท่าแม่คุณแล้วค่อยตาย เพราะผมไม่คิดจะผลิตลูกหลานไว้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ดังนั้นสักหกสิบแล้วนอนนิ่งสิ้นใจไปเองก็พอแล้ว ผมไม่อยากเป็นภาระใครมากเกินไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
ในความหมายของการจากไป ผมอยากจากไปอย่างสงบเงียบ อันที่จริงถ้าไม่มีอะไรต้องจัดการในตอนนี้ ผมก็พร้อมจะจากไป ขอเวลาผมบอกลาผู้คนในชีวิตสักอาทิตย์ (คิดว่าพอ) ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรมากไปกว่าปัญหาที่มีอยู่ และผมคงไม่ตายเพราะปัญหานี้ ผมไม่อยากตายเพราะแพ้
ผมอยากตาย-จากไป เพราะเหตุผลเดียวคือหยุดหายใจ


Responses

  1. ผมเคยเฉียดความตายด้วยตัวเอง 2 ครั้งคือเกือบถูกรถชน ครั้งนึงเพราะคนขับแม่งก้มลงเก็บของตอนแซงขวา และผมอยู่กลางถนน ตัวสั่นดิ๊กๆ ทั้งที่ไม่เห็นจะรู้เรื่องว่าตัวเองยังไม่อยากตาย ครั้งที่ 2 เพราะขับจักรยานแล้วเบรกไม่อยู่ รถเบรกกะทันหันกันชนห่างจากผมไม่ถึง 1 ไม้โปร (ยิ่งกว่าหนัง!) ตอนนั้นไม่รู้สึกว่ากลัวตายมากกว่ากลัวถูกผู้ใหญ่ในรถด่า

    แต่เคยคิดว่า ถ้าวันหนึ่งที่ดันต้องตาย แล้วพบว่าโลกของวิญญาณนั้นมีอยู่จริง ผมจะทนรับความจริงนั่นไหวไหม

    ถ้าเกิดต้องมานั่งดูคนอื่นมางานศพของตัวเอง เพื่อนสนิท ญาติมิตร พ่อ ย่า ต้องมาร้องไห้หรือทำหน้าเศร้าหมองไร้จุดหมายเพราะสาเหตุจากตัวเราซึ่งไม่ได้ตั้งใจ (หรืออาจจะตั้งใจ) ผมจะทนเห็นพ่อก้มเคารพศพผมได้ไหม จะเห็นย่ายกมือไหว้โลงได้ไหม จะรู้สึกแย่แค่ไหนถ้าเห็นคนที่รักหรือรู้สึกดีกับเราต้องทุกข์ แล้วคืนนั้นพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ยังไง

    อาจดูสำคัญตัวเองเกินไปหน่อย แต่ก็มั่นใจว่าชีวิตตัวเองยังมีคนที่รักผมสุดหัวใจอยู่ อย่างน้อยก็ 2 คน

    แต่แค่นั้นผมก็คิดว่าตัวเองคงรับไม่ไหว
    และลุ้นให้ชีวิตหลังความตายคือความดำมืด ว่างเปล่า
    หรือไม่ ก็พยายามให้ตัวเองมี่ชีวิตอยู่ให้นานกว่าพวกเขา

    หรือก็ให้โลกนี้เกลียดผมไปให้หมดเลย เห็นจะดี

    ความตายเป็นเรื่องน่ากลัว ถึงจะเป็นเรื่องธรรมชาติก็ตามที – –

    ไม่รู้ว่าเป็นคอมเมนต์ไหม
    แต่ผมก็คิดว่างั้นแหละ

  2. อิ่มแปล้ เลย

  3. แข่งเขียนยาวกับไอ้แบงค์แน่นอน แต่เขียนดีจริงครับ ผมมีสิ่งที่ไม่เคยบอกมาบอกว่าผมชอบงานความเรียงของพี่มากกว่างานรูปแบบอื่นๆ เป็นไหนๆ ต่อไหนๆ ไม่ว่าอ่านที่ไหนๆ

  4. ‘โลกเราผันแปรเกิดแก่เจ็บตายว่ายวน’

    แป้งเองผู้ยังทำใจไม่ได้ต่อการจากไป


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: