Posted by: chakkraphan | October 23, 2008

สะพานที่เราข้ามไปไม่เจอกัน

อันเนื่องมาจากการตัดสินใจลด-ละ-เลิกในกิจการใดๆ อันเกี่ยวข้องกับการทำงานมากๆ พร้อมกับทดลองใช้ชีวิตแบบล้างผลาญให้น้อยที่สุด (นี่เป็นข้ออ้างและเหตุผลที่ทำให้ไม่ค่อยได้เขียนบล็อก, ไม่อยากเปิดคอมฯ มันเปลืองไฟ) มาตั้งแต่ต้นปี ช่วงชีวิตหลังหย่าขาดจากงานประจำทั้งแบบชั่วคราวและค้างคืนของเราจึงได้เวลาว่างกลับคืนมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งมากพอที่จะทำให้ไม่ต้องรีบร้อน และมีเวลามากพอที่จะทำในสิ่งที่ไม่ได้ทำมานาน

ออกไปซื้อปาท่องโก๋ตอนเช้า เดินเล่นหลังกินข้าว นั่งรถสองแถวออกจากบ้าน ดูหนังวันธรรมดารอบบ่าย ดูและอ่านข่าวอย่างจริงจัง ฟังเพลงลูกทุ่ง-ลูกกรุงจากคลื่นวิทยุจุฬ่าฯ รวมทั้งเดินทางไปเชียงใหม่เสียหลายวันเพียงเพื่อทำงานแค่ชั่วโมงเดียว เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของกิจกรรมที่ขาดหายไปจากชีวิตนับตั้งแต่เรียนจบเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งจัดว่าเป็นกิจกรรมโปรดอันดับต้นๆ ที่ไม่ได้ทำและไม่มีโอกาสได้ทำมานานมากแล้วเช่นกันที่ได้หวนกลับมาทำใหม่ในวาระนี้ นั่นก็คือการโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีโอกาสได้ใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาบ่อยมาก เนื่องเพราะไม่มีกิจอันใดต้องรีบจนถึงขั้นต้องพึ่งรถแท็กซี่หรือขึ้นรถไฟฟ้าเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งมักจะหาอะไรทำหรือแม้แต่นัดใครต่อใครในสถานที่ที่สามารถเดินทางทางน้ำได้เสมอ ดังนั้นจึงพูดได้เต็มปากว่า ช่วงนี้เรากับเรือสนิทกันพอสมควร เรียกว่าเป็นพันธมิตรกับเรือ ทั้งด่วน ไม่ด่วน ธงเหลือง ธงส้มรวมทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ว่าได้

สิ่งที่ทำให้รักการเดินทางทางเรือก็คือ เราชอบมองแม่น้ำ ชอบมองท้องฟ้าบริเวณแม่น้ำ ชอบแม้กระทั่งบ้านเรือนที่เรียงรายรอวันให้น้ำท่วมอยู่ริมแม่น้ำ พูดให้ตรง พิมพ์ให้ถูกก็คือเราชอบชีวิตเอื่อยเฉื่อยริมแม่น้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตในบริเวณนั้นล้วนดูเหมือนจะพยายามทำตัวให้กลมกลืนและเป็นส่วนหนึ่งกับแม่น้ำ ใช่ พวกมันและพวกเขาดูเอื่อยเฉื่อยไม่ต่างอะไรกับแม่น้ำ ก็แม้กระทั่งเรือด่วนธงเหลืองที่ว่ากันว่า (กินเจ! ไม่ใช่! ขอเล่นมุขควายหน่อย อดไม่ได้) เร็วและด่วนที่สุดก็ยังดูเอื่อยเฉื่อยไม่ด่วนสมชื่อยามเมื่อโลดแล่นเดินหน้าบนสายน้ำที่แหวกแตกกระเซ็นเป็นทาง

เวลาเอื่อยเฉื่อย ชีวิตเอื่อยเฉื่อยแบบนี้ก็มีข้อดี อย่างน้อยความช้าของมันก็ทำให้เรามองเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง มองเห็นได้แม้กระทั่งความตาย (ซึ่งจะว่ากันถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกทีในการเขียนต้นฉบับหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่เวอร์ชั่นอ่านฟรีที่นี่)

ล่าสุดวันนี้เราได้นั่งเรือเชื่องช้าสู่สาทรอีกครั้ง คราวนี้เราไม่ได้มองเห็นบ้านเรือน ไม่ได้มองเห็นท้องฟ้า ไม่ได้มองเห็นความตาย ไม่ได้มองเห็นแม้กระทังผู้หญิงสวยๆ ที่อาจพลัดหลงเข้ามาในกระจกตา

เรามองเห็นสะพาน

มีสะพานมากมายนับตั้งแต่เรือออกจากนนทบุรี จนถึงปลายทางสาทรที่ก็เป็นสะพานเช่นกัน สะพานเหล่านี้ทอดข้ามแม่น้ำ เรียงรายกันไปตามแนวแม่น้ำ ไล่ตั้งแต่สะพานพระรามห้า พระรามเจ็ด พระรามหก ซังฮี้ พระรามแปด ปิ่นเกล้า สะพานพุทธ พระปกเกล้า สาทร แม้กระทังเลยสะพานสาทรก็ยังมีสะพานพาดขวางรออยู่อีกเป็นตับทั้ง สะพานกรุงเทพ สะพานพระรามเก้า สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมพระรามสาม  

เราเงยหน้ามองสะพานเหล่านี้ พร้อมกับเกิดความคิดมากมาย หลายเรื่อง หลากมิติ ยุ่งเหยิงไม่มีลำดับและไร้ระบบระเบียบ

ความคิดหนึ่งที่คิดได้ก็คือคือเราสงสัยว่าสะพานพระรามหนึ่ง พระรามสอง พระรามสี่ หายไปไหน แล้วทำไมไม่เรียงกันตั้งแต่สะพานพระรามหนึ่งไปถึงสะพานพระรามเก้า  

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเราเพิ่งค้นพบว่าตัวเองมีความทรงจำจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับสะพานเหล่านี้ ที่น่าแปลกใจก็คือสะพานที่บรรจุความทรงจำนั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้หญิงในชีวิต หนึ่งคน หนึ่งสะพาน ไม่ซ้ำสะพานกัน แต่ก็มีไม่มากพอที่จะครอบคลุมทั่วถึงได้ทุกสะพาน…ทั้งผู้หญิงและความทรงจำ 

เมื่อคิดต่อไปก็พบว่าในความทรงจำเหล่านั้น สะพานได้ทำหน้าที่ของมันครบถ้วน ทั้งในความเป็นจริงและจินตนาการ สะพานบางสะพานได้ทำหน้าที่ทอดข้ามเพื่อนำทางให้เราและคนอีกคนหนึ่งไปมาหาสู่ดังเช่นหน้าที่ของสะพานทั่วๆ ไป อีกทั้งสะพานบางสะพานก็ได้ทำหน้าเชื่อมต่อความรู้สึกของเรากับคนอีกคนหนึ่ง บางสะพานเคยรองรับฝ่าเท้าของเรากับคนอีกคนหนึ่งที่ยืนกลางสะพานเพื่อชมทัศนียภาพ ใช้เวลาร่วมกันและพูดคุย เช่นเดียวกับบางสะพานที่กลายเป็นสถานที่จากกันของเรากับคนอีกคนหนึ่งซึ่งแยกกันไปคนละฝั่งของสะพานเมื่อความสัมพันธ์เป็นอันยุติลง และบางสะพานเราก็เคยบอกกับคนอีกคนหนึ่งว่าแม่น้ำเบื้องล่างมันสวย มีพลังลึกลับบางอย่างที่เย้ายวนชวนให้กระโดดลงไป

นอกจากทอดข้ามระหว่างสองฝั่งแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าสะพานยังต้องทำหน้าที่อีกมากมาย

นอกจากทำหน้าที่หลักๆ และเป็นอนุสรณ์สถานส่วนตัวของเราแล้ว สะพานส่วนใหญ่ (หรือทังหมดเลยก็ได้) ยังกลายเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่แสดงออกถึงความเป็นชาติ ความเป็นรัฐที่รวมผู้คนหลากหลายไว้ด้วยกัน ธงชาติไทยและธงอื่นๆ ที่มีนัยยะความเป็นชาติคล้ายๆ กันนี้ มักปลิวไสวอยู่บนยอดสะพาน หัวสะพาน ท้ายสะพาน อยู่เสมอ ในแง่นี้สะพานไม่ได้เป็นแค่ทรัพย์สินของรัฐสมบัติของชาติอย่างเดียว แต่มันยังเป็นสิ่งก่อสร้างอันแข็งแกร่งที่แสดงแทนความแข็งแกร่งของชาติเอง เป็นดังอนุสาวรีย์ที่อนุญาตให้ประชาชนใช้งานได้

สะพานสำคัญๆ ที่ไหนในโลกก็มีนัยยะและถูกมองด้วยรัฐคติแบบนี้ สะพานโกลเดน เกตในอเมริกา ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าข้ามไปเจอฝั่งทองอันเรืองรองข้างหน้า สะพานสายรุ้ง- เรนโบว์ บริดจ์ ในโตเกียวนั่นก็ใช่ แม้แต่สะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างไทยกับลาวก็ยังมีสัญลักษณ์ของความกลมเกลียวแบบพี่-น้องให้ถูกพูดถึงเสมอ (ซึ่งเป็นพี่น้องได้จริงหรือไม่จริง ก็มาว่ากันอีกเรื่อง)

แต่ในยามนี้ นัยยะของการเชื่อมสิ่งดีๆ เข้าหากันหรือกระทั่งเป็นตัวแทนความแข็งแกร่งของรัฐของสะพานดูเหมือนจะไม่ค่อยแสดงตัวตนของมันได้ชัดเจนสักเท่าไหร่ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าสังคมไทยตอนนี้กำลังอยู่ในยุคที่ต่างคนต่างสร้างสะพานของตัวเอง แล้วเชื้อเชิญอีกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามและฝ่ายที่ไม่อยู่ตรงข้ามแต่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันให้ข้ามสะพานของตัวเอง แต่ตัวเองกลับไม่ยอมไปข้ามสะพานของฝ่ายอื่น เพราะอ้างว่าฝ่ายของเรามีสะพานนั้นอยู่แล้ว

เมื่อทุกฝ่ายมีสะพานของตัวเองและไม่ยอมไปข้ามสะพานอื่น แถมยังต้องการให้ฝ่ายอื่นมาข้ามสะพานตัวเอง แล้วสะพานจะทำหน้าที่ของมันให้ครบถ้วนได้อย่างไร ไม่ต้องคิดถึงหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์โรแมนติค ลำพังแค่เชิงอัตลักษณ์กายภาพ มันก็ทำหน้าที่ไม่ได้แล้ว เพราะมันไม่สามารถทอดข้ามนำคนสองฝั่งมาพูดคุยกันได้

สะพานที่พวกเรากำลังสร้างกันอยู่นี้ จึงเป็นสะพานที่เสียชาติเกิดเป็นสะพาน เพราะข้ามกันอยู่ฝ่ายเดียว มีขาไป ไม่มีขากลับ

ฝ่ายเหลืองมีสะพาน ฝ่ายแดงก็มีสะพาน ฝ่ายมือตบไม่ข้ามสะพานของฝ่ายตีนตบ ฝ่ายตีนตบก็ปฏิเสธที่จะขึ้นสะพานของฝ่ายมือตบ เท่านั้นยังไม่พอ ทุกฝ่ายต่างเรียกกำลังพลพวกเดียวกันมาร่วมกัน ณ สะพานของฝ่ายตน

และถ้ายังจำกันได้รัฐบาลก่อนหน้านี้ยังเตรียมที่จะสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ย่านเกียกกาย แน่นอนโครงการนี้บรรจุสะพานแห่งใหม่ไว้ในรายการด้วย สะพานถูกใช้ทั้งเชิงอัตลักษณ์และสัญลักษณ์อีกครั้ง

ปรากฏการณ์มากคน-มากสะพาน-มากความ นี้บอกเราได้ข้อหนึ่ง

นั่นคือสะพานมากก็ใช่ว่าจะดี ถ้าเราข้ามกันคนละสะพาน เพราะต่อให้ข้ามอีกสักกี่รอบ สร้างอีกกี่สะพานเราก็ไม่มีทางได้เจอกัน ไม่ว่าจะที่ไหน ตีนสะพานฝ่ายโน้น คอสะพานฝ่ายนี้

หรือแม้กระทั่งตรงกลางของสะพานอันเป็นจุดสูงสุดของมัน


Responses

  1. ไม่ใช่แค่ไม่ยอมข้ามสะพานด้วยกันนะคะ แต่ใครข้ามผิดสะพานมีตาย แย่จังค่ะ

    ขอบคุณที่มาอ่านเรื่องสั้นเรานะคะ ^_^
    ขอให้หนังสือขายดีๆค่า

  2. เคยได้ยินเรื่องเล่าของคนกรุงยุคแต่ก่อน
    เค้าบอกว่าถ้าหลงรักสาวฝั่งธนฯ
    ใช้เวลาเป็นวันกว่าจะข้ามไปหาได้
    แสดงถึงความพยายามได้อย่างดี

    แต่เดี๋ยวนี้ 13 บาท ก็พาเรามุ่งหน้าจากสาทร
    ไปท่าช้างวังหลัง ไปหาสาวศิริราชได้แล้ว!

    กลิ่นเจ้าพระยาถึงมันจะเหม็น ๆ แต่ดมไปดมมาก็รู้สึกดีแฮะ

  3. ไม่อยากทอดสะพานแต่รอนานๆ ก็ไม่ไหวนะ

    ขอโทษที่นอกจากไม่มีความเห็นเกี่ยวกับสะพานแดงและสะพานเหลือง (โอว มันมีจริงทั้งสองสะพานเลยอะ) ยังจะมีหน้ามาเล่นมุขงี่เง่าอีก

    ยกมือถาม, ถ้าคุณว่าสะพานเป็นสัญลักษณ์เชิงสมาน
    แล้วสะพานเสมือนที่สะท้อนอยู่ในน้ำ บอกอะไรได้บ้างในกรณีนี้

    ป.ล. เราชอบเรือข้ามฟากมากกว่า
    ซ้ายที ขวาที
    ไม่มีตอม่อศรัทธาให้ยึดติด
    55++

  4. ตอบคุณ

    ถ้าสะพานแปลว่าสมาน เงาสะพานที่สะท้อนอยู่ในแม่น้ำก็บอกตัวมันเองอยู่แล้ว
    ว่าไม่มีจริง เอามือกวักน้ำ ภาพนั้นก็สลายตัวแปรเป็นอย่างอื่น
    ความสมานของสะพานบางทีก็วูบไหวไปตามเงาในน้ำนั่น

  5. ผมว่าสะพานมันประกาศตัวว่าไม่เคยมั่นคง ทุกครั้งเวลาเดินผ่านหรือนั่งรถผ่านก็กลัวว่ามันจะพังลงสักวัน
    กลัวจมน้ำตายในรถ
    กลัวต้องหวิวหวิวเหมือนตอนเล่นรถไฟเหาะ
    กลัวเมื่อพ้นยอดสะพานจนเห็นทิวทัศน์ข้างล่าง
    กลัวจะเห็นภาพที่ไม่อยากมองหรือบางคนที่ไม่อยากเจอ

    ยกมือถามแบบพี่เต้เอยบ้าง, ถ้าสะพานเป็นสัญลักษณ์เชิงสมัคร
    สะพานนั้นจะมีบรรยากาศแบบไหนในตอนนี้
    ถามเอามัน กรุณาตอบจริง

  6. แบงค์
    สมัครที่ว่านี่คืออะไร
    คนชื่อสมัคร หรืออย่างไรแน่
    ไม่กล้าตอบจนกว่าจะรู้เจตนา
    หุหุ

  7. เจตนาทำลายขนาดนี้ ย่อมเป็นอดีตชาวนาที่ชอบยกรถไถอยู่แล้ว😛

  8. ใครวะ แบงค์

  9. สะพานพระรามสิบ (และมากกว่านั้น) ยังมีไม่ได้ครับ ฮ่าๆ

    มีโอกาสได้อ่าน “เราต่างมีกระเป๋าเดินทางของตัวเอง” ครับ ผมมีกระเป๋าเดินทางใบหนึ่ง
    พาเดินไปเดินมาทุกวัน แต่ยังไม่ได้ “เดินทาง” สักทีหนึ่ง

  10. นั่นสิครับ คุณบุญชิต
    ตอนเขียนผมก็ลืมนึกไป
    ขออภัยที่ไม่รอบคอบ

    งั้นสะพานสิบและมากกว่านั้นไม่สงสัยแล้วครับ

    ขอบคุณครับที่อ่านหนังสือของผม

  11. อ่านๆดูแล้ว ภาพชีวิตของพี่ช่วงนี้มันคุ้นๆยังไงไม่รู้
    เหมือนเคยเห็นที่ไหน

    พอเพียง และ ผูกพันกับสายน้ำ

    อ่อ

    เหมือน อ้นกับบ้านริมน้ำ,ชีวิตพอเพียง และเรือข้ามฝาก
    ใน ad พอเพียงถ้าเราเพียงพอ ในโรงหนังนี่เอง

  12. หมี

    ไม่ใช่แต่พอเพียงและผูกพันกับสายน้ำนะ

    อย่างอื่นกูก็เหมือน

    หึหึ…หึหึหึ

  13. หมายถึงใช้เงินเป็นน่ะเหรอพี่🙂 หรือใส่เสื้อสีโอโม่ในเทวดาสาธุ?

  14. ไม่ใช่แบงต์ อย่างอื่นน่ะ…เหะเหะ หุหุ

  15. ในที่สุดก็เปลี่ยนพื้นสีที่มันอ่านง่าย ขอบคุณที่เข้าใจคนแก่อย่างเรา (แต่ฟ้อนท์อ่านยากมาก)
    โชคดีนะที่ไม่ได้มีความทรงจำเกี่ยวกับสะพานและผู้หญิงในจำนวนที่เท่ากัน ไม่งั้นดูชีวิตต๊ะจะโชกโชนไปหน่อย

  16. ตามมาอ่าน…ในเวลาราชการ
    เจอเรื่องเกี่ยวกับสะพาน…ใช้เวลาอ่านไปไม่นาน

    คุณต๊ะคิดอย่างไรกับเรื่องทอดสะพาน…???


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: