Posted by: chakkraphan | July 27, 2008

ไม่อยากมอบดอกไม้ให้บัณฑิต

เมื่อไม่นานนี้เราไปงานรับปริญญาของรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งเคยมาฝึกงานกับเรา ตอนแรกที่เธอชวนให้ไปวันซ้อมใหญ่ เราพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไป แถมยังชั่วถึงขั้นบอกน้องไปว่า ต่อให้พี่ไม่ไปเขาก็ให้ปริญญาน้องอยู่ดี ดังนั้นพี่ไม่ไปนะ

แต่สุดท้ายด้วยคำชวน (ที่ทำให้เรา) เชื่อได้ว่าน้องเขาคงอยากให้เราไปจริงๆ ประมาณว่าเธอคงเสียดายมากถ้าไม่ใส่ชุดครุยยืนคุยและถ่ายรูปร่วมกับเรา (อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าน้องคนนั้นจะบอกว่า ‘เปล่าเลย ไอ้พี่เผ่าฯ ฉันชวนแกตามมารยาทไปอย่างนั้นเอง’ ก็เสียใจด้วย พี่เผ่าสำคัญตนไปแล้ว) สุดท้ายคนที่ไม่ชอบไปงานรับปริญญา (และงานอื่นๆ ที่มีคนหมู่มาก) อย่างเราก็ยอมแพ้และไปตามนัดอย่างว่านอนสอนง่าย

เราไปถึงแต่เช้า (ซึ่งแปลได้ว่าสายสำหรับคนอื่น) แต่ก็ไม่เช้าพอที่จะทำให้บริเวณมหาวิทยาลัยไร้ผู้คน ตรงกันข้ามมันกลับคับคั่งควบแน่นและเต็มไปด้วยญาติโกโหติกา แฟน ชู้ รุ่นน้อง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกายกรรม มโนกรรม วจีกรรมกับบัณฑิตเดินกันให้ขวักไขว่ยั้วเยี้ย เราไปถึงก็แทบอยากจะกลับหลังหันเสียเดี๋ยวนั้น หากแต่ว่าได้สำคัญตนผิดไปแล้ว วันรับปริญญาของน้องเขาจะไม่สมบูรณ์หากขาดเรา คิดได้อย่างนี้จึงกัดฟันหันเข้าหามวลชนไปตามทางที่พอมีให้เท้าสืบไป

ตามธรรมเนียมที่เริ่มกันมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ว่าอย่าไปงานรับปริญญามือเปล่า ไม่ได้หมายความว่าต้องเจียดเงินใส่ซองแบบงานแต่งหรืองานศพ หรือแม้แต่ซองผ้าป่า แต่มันหมายความว่า เรา, ในฐานะผู้ไปแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ควรจะหยิบยื่นวัตถุมงคลอันแสดงให้เห็นถึงความปิติยินดีในวาระที่น้องเขาเรียนจบบ้าง ส่วนใหญ่วัตถุมงคลนั้นมักจะได้แก่ ช่อดอกไม้ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ไปจนจัมโบ้มหึมา สิบกว่าปีที่แล้วที่เรายังเป็นบัณฑิตและรับปริญญา (อืม เห็นโง่ๆ อย่างนี้ เราก็เรียนจบ) สิ่งที่ผู้คนหยิบยื่นให้กันในวันรับปริญญายังเป็นช่อดอกไม้ที่ว่าอยู่

แต่ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป เราตื่นเต้นที่ได้พบสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ดอกไม้ในวันอย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาหมี (ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหมี หมีเป็นสัญลักษณ์ของการสำเร็จการศึกษาหรือไร ถ้าใช่ คงต้องวานราชบัณฑิตฯ เปลี่ยนสำนวนเป็น ‘เรียบร้อยโรงเรียนหมี’ เสียแล้ว) ลูกโป่งหลากสีสัน แต่ที่เด็ดมากก็คือป้ายทะเบียน ‘จบ xxxx’ (x ในที่นี้หมายถึงปีพ.ศ.ที่บัณฑิตรับปริญญา) ซึ่งไม่รู้ว่าได้รับความนิยมแพร่หลายตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นคนคิด

แต่ก็เข้าท่าและแปลกตาดีเหมือนกันเมื่อเห็นผู้คนยืนถือป้ายทะเบียนสีแดงนี้ ราวกับชนะการประมูลทะเบียนเลขสวยของกรมการขนส่งทางบก แต่เราไม่ได้ซื้อป้ายทะเบียนที่ว่านี้หรอก เพราะตรองดูแล้วพบว่าทำใจไม่ได้เวลาเห็นตัวเองต้องยื่นป้ายทะเบียน ‘จบ xxxx’ ให้กับใครก็ตาม

เราซื้อช่อดอกไม้ขนาดเหมาะมือ ราคาแพงขูดเลือดไปนิด แต่ก็อย่างว่าถ้าเขาไม่ขายแพงวันนี้ เขาจะไปขายแพงวันรับน้องเฟรชชี่ก็คงจะไม่เข้าท่า อีกอย่างมันก็ไม่แพงหรอกเมื่อคิดว่าเราไม่ได้เสียเงินจำนวนนี้ทุกสามเดือน ชั่วชีวิตนี้คงไม่รู้จักบัณฑิตใหม่บ่อยขนาดนั้น

ทันทีที่จ่ายเงิน และรับช่อดอกไม้มาถือไว้อย่างเก้อเขิน (ไม่รู้จะเขินทำไม ก็รู้อยู่ว่าประเดี๋ยวก็ให้น้องเขาไปแล้ว แต่ไม่เคยชินเวลาต้องถือช่อดอกไม้ไม่ว่าจะในโอกาสใดก็ตาม) เราก็เดินฝ่าฝูงคนไปหาบัณฑิต เพื่อให้บัณฑิตพาไปหาผลดังสำนวนกล่าว

ระหว่างทางแออัด เราเกิดคำถามขึ้นในหัวว่า เมื่อมอบดอกไม้แสดงความยินดีและชักภาพเป็นที่ระลึกกันแล้ว ช่อดอกไม้นี้จะเดินทางต่อไปสู่หนไหน คิดแล้วก็ให้ใจหาย ไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน ราคาค่างวดของมันไม่ชวนให้น่าอาลัยอาวรณ์หรอก แต่ชั่วโมงของการมีตัวตนอยู่ของมันต่างหากที่เราสงสัย

มันมีค่าแค่เพียงตอนยื่นและพูดคำว่า “ยินดีด้วยนะจ๊ะ” เท่านั้นหรือ เมื่องานเลี้ยงเลิกราและปริญญากลายเป็นเพียงเครื่องประดับตู้โชว์ประจำบ้าน (ที่ทุกวันนี้เราเองก็ไม่แนใจว่ามันอยู่ไหน แต่แม่ของเรามักจะรู้ แปลกดี) ดอกไม้ที่เราใช้เป็นสักขีพยานแห่งความยินดีนั้นเล่ามันจะไปอยู่ในถังขยะใบไหน

เราไม่ได้ใจดำถึงขั้นต่อต้านหรือตั้งคำถามกับวิธีปฏิบัติที่น่ารักและชื่นมื่นของการแสดงความยินดีในวันรับปริญญานี้ เราแค่สงสัยว่าเมื่อคำนวณเวลาที่ช่อดอกไม้มีอยู่จริงในความทรงจำเทียบกับเวลาที่มันก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา ผลที่ได้มันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแล้วหรือ กว่าดอกทิวลิป กุหลาบ หรือดอกอะไรก็ตามจะเติบโตจนแม่ค้าไปซื้อมาตัดกิ่งแต่งใบจนกลายเป็นช่อสวยงาม (ที่ส่วนตัว เรามองยังไงก็ไม่สวย) เทียบกับชั่วเวลาสั้นๆ ในการยื่นให้ ยินดี และถ่ายรูป แล้วช่อดอกไม้ก็หมดหน้าที่

คิดแล้วใจหายเสียดายของ

คืนนั้นเราได้คุยเอ็มเอสเอ็นกับน้องคนเดิม เราเอ่ยปากถามว่าดอกไม้ของเราตอนนี้อยู่ที่ไหน น้องคนเดิมบอกว่าอยู่ในห้องหนู เราถามต่อว่าแล้วหลังจากนั้นล่ะ จะทิ้งมันวันไหน

ดูเหมือนน้องบัณฑิตใหม่ จะเข้าใจผิดคิดว่าเราอยากได้รับความสำคัญจากเธอมากกว่าคนอื่นๆ เธอจึงตอบเชิงเอาใจว่าไม่ทิ้งดอกไม้ของพี่หนูจะเก็บให้มันแห้งไปเลย

เราก็เลยถามต่อว่า แต่แห้งแล้วก็ต้องทิ้งอยู่ดีใช่ไหม

ลงท้ายเธอก็เลยงงว่าตกลง (มึง) พี่จะเอาอะไรคะ

ไม่หรอก เราไม่ได้เอาอะไร ไม่อยากได้อะไรแม้แต่ความสำคัญ เราแค่อยากรู้ว่า ถ้าเราไปงานรับปริญญามือเปล่าจะได้ไหม

เราอยากแสดงความยินดีโดยที่ไม่เบียดเบียนอะไร หรือถ้าจำเป็นต้องเบียดเบียนเราก็อยากใช้มันให้คุ้มค่ากว่านี้

หรือว่า

คราวต่อไป (ถ้ามี) ไอ้เผ่าฯ จะซื้อทะเบียน ‘จบxxxx’ ติดมือไปด้วยให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป

ไม่เหี่ยว ไม่เฉา ไม่ต้องเด็ดดอกไม้ แถมแปะฝาบ้านได้อีก

เออ ใครคิดวะ ขอแสดงความนับถือ 

เจ๋ง!


Responses

  1. ป้ายทะเบียนคือของที่เจ๋งจริงอย่างที่พี่ว่าฮะ

    อย่างน้อยมันก็ถือง่ายกว่าช่อดอกไม้ยักษ์
    ช่อดอกเงิน ดอกเฟอเรโร่รอชเชอร์

    เคยลองคิดกับตัวเองเหมือนกันนะครับ
    ถ้าสมมุติว่าเราไม่มีญาติพี่น้อง
    ไม่มีคนรู้จักกับเราสักคน
    เราจะเหงามั๊ยในวันรับปริญญา

    และก็เคยอีกเช่นกัน
    เพื่อนจูเนียร์ด้วยกันที่ชื่อมีมี่
    บอกกับพวกเราว่า
    ไม่เห็นจำเป็นต้องไปรับปริญญาเลย

    จะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม
    ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่เลือกที่จะไม่รับปริญญา
    เพราะขี้เกียจไปนั่งพิธีรีตองมากมาย
    ขี้เกียจไปแอกท่าถ่ายรูปด้วยแพกเกจ 3000 บาทต่อวัน
    รวมทั้งขี้เกียจหอบหิ้วของขวัญแสดงความยินดีมากมาย

    ฮาดีเหมือนกัน ที่มีคนบอกว่า มัวแต่สนใจของขวัญ
    จนลืมใบรับปริญญาที่ตัวเองเพิ่งรีบจากมือพระองค์ท่านแหมบ ๆ

    แต่สุดท้าย…
    ผมก็จะไปงานรับปริญญาอยู่ดี
    ผมแค่อยากถ่ายรูปกับคนที่เรารักครับ

    ส่วนดอกไม้ และของขวัญอื่น ๆ นั้น…
    ช่างมันเถอะ ถึงไม่มี ผมก็แค่อายเพิ่มไปอีกหนึ่งวัน
    เท่านั้นเอง

  2. เป็นโรคเดียวกับแบงค์เลยพี่
    ไม่ชอบไปงานรับปริญญา ไม่ใช่เขินอายที่ต้วเองไม่ได้จบพร้อมเพื่อน ดีเลย์ไปหนึ่งปี
    แต่ไม่ชอบความแออัดยัดเยียดของฝูงคน บางคนสำคัญก็ต้องแห่ไป
    ซึ่งก็เหมือนเด็ก ร้องอยากกลับบ้าน

    แล้วการรับปริญญามันมักจะมีปัญหาที่เจ้าภาพดูแลเพื่อนไม่ทั่วถึง
    ผมมักเป็นคนที่ไม่สำคัญที่สุดของเพื่อนเสมอ ฟังดูน่าเศร้า แต่มันเป็นเรื่องจริง
    ชวนผมแทบตาย โทรเช้า โทรเย็น แต่พอไปถึงก็เหมือนไปเชคชื่อ แล้วก็จบ
    มันน่าน้อยใจ!

    ไปร่วมงานกี่ครั้ง นับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว!

    ของขวัญก็ยิ่งแล้วใหญ่ เคยซื้อดอกไม้แค่ช่อเดียว
    เป็นดอกไม้ที่ผมตั้งใจเลือกอย่างดี ก่อนจะเดินเข้าไปแล้วพบว่า
    สุดท้ายมันก็เป็นแค่ดอกเล็กๆ ที่วางอยู่ท้ายสุดของกองดอกไม้อีกที
    ไม่รู้ว่าเจ้าภาพจำได้ไหมว่าดอกเล็กๆ นั่นมันใครให้
    แน่นอนว่าตอนนี้ มันแห้งเหี่ยว ไม่เหลือสภาพ ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นของใครยิ่งกว่าเดิมพันเท่า

    ความหมายของดอกไม้คือความไม่ยั่งยืน
    เป็นสัญลักษณ์ที่แปลกพิกลสำหรับผม – แต่ก็ยังเชื่ออย่างนั้นเสมอ

    หลังจากวันนั้นก็ตั้งใจว่า จะไม่ซื้อดอกไม้ให้ใครอีก
    แต่ว่าจะซื้ออะไรให้ดี ตามมารยาทครรลองที่ควรจะเป็น?

    ผมว่า ควรจะเป็นอะไรที่เติมให้กันได้นานนาน
    เป็นอะไรก็แทนคำพูดไม่ได้ สิ่งของยิ่งไม่น่าได้เข้าไปใหญ่

    ควรจะเป็นอะไร?ทุกวันนี้ก้ยังคิดไม่ออก
    แต่ของพวกนี้ จำเป็นต้องแสดงออกให้เจ้าตัวรู้รึเปล่า?
    หรือจะเก็บไว้เซอร์ไพร์สในวันที่เขามองหาของขวัญชิ้นอื่นไม่เจอดี

    เพราะผมว่าทุกครั้งที่เราเปิดลิ้นชักไปเจอสิ่งของที่เคยมี
    แล้วไปพบมันโดยบังเอิญ
    มันมักมีค่ากว่าทุกสิ่งเสมอ ในวินาทีนั้น

    การที่คนเราจะมีค่าที่สุดกับคนคนหนึ่ง
    แค่วินาทีเดียวก็น่าจะพอแล้วมั้งครับ

    ปล.ผมเคยตะลึงกับไอ้ป้าย จบXXXX นี่อยู่พักนึง มันเจ๋งจริงๆ พี่ แต่เกร่อไปหน่อย แต่คิดไว้ว่า ถ้าไปงานผู้หญิงคนไหน จะซื้อมาสักอัน แล้วเอาป้าย สระอี ไปติดเพิ่มบน จอ จาน
    ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป!

  3. – แบงค์ –
    กูซื้อตั้งแต่ ปล. ลงมาเลย
    ร้ายนะน้องชาย

  4. ดี แบงค์
    (อันนี้เข้าใจง่ายกว่าบล็อกพี่เยอะ)

    เราชอบดอกไม้
    ชอบซื้อดอกไม้ให้ผู้ชาย
    ไม่สนด้วยว่าเขาจะทิ้งวันไหน
    ของขวัญในความหมายของเรา ทำหน้าที่จบลงตั้งแต่เรามอบให้
    แค่นั้น เท่านั้น

    เราว่ามันคนละเรื่องกันหรือเปล่าระหว่างวัตถุย่อยสลายอย่างดอกไม้กับวัตถุย่อยสลายช้ากว่าอย่างป้ายจบ (ที่แบงค์อยากให้เป็นป้ายจีบ)อันไหนจะมีค่ามากกว่ากัน
    หากมันทำหน้าที่ของมันแล้ว การดำรงอยู่ของมันก็ไร้ค่าเท่ากันหรือเปล่านะ
    เอาล่ะ ป้ายมันเสถียรกว่า แถมยังไม่รู้สึกผิดต่อโลกมากเท่าไหร่ (กระมัง)
    แต่เมื่อมันหมดอายุทางความรู้สึก บางทีมันออกจะรกหูรกตากว่าด้วยซ้ำ
    ตอนเรารับปริญญา
    เราเอาดอกไม้ที่ได้ออกจากช่อ จัดใส่แจกัน พอถึงวันโรยของจริง ก็ทิ้งมันไป
    ตุ๊กตาและอีกมหาศาลที่ย่อยสลายไม่ได้ เราใส่ไว้ในกล่องมิดชิดแล้วบ่มไว้อยู่หลายปี
    ก่อนจะเอาไปปล่อยที่บ้านครูน้อยตามประสาหญิงอารี (เหรอ)
    ไม่เกรงใจคนให้เขาหน่อยเหรอ-มีคนถาม
    เราว่าเขาได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ และเรารับในสิ่งที่เขาต้องการแล้ว
    ยังต้องการอะไรอีก

    อยากเขียนอะไรอีกอะ
    อยากยาวกว่าแบงค์
    5-5-5

  5. จบ(xxxx)เลย
    ไอ้แบงค์เล่นแบบนี้
    จะเขียนไรต่อได้ล่ะเนี่ย

  6. ยังคงต้องจำใจไปอีกหลายครั้งล่ะ JKP อย่างน้อยสิ้นปีนี้ อีก 2 ปีข้างหน้า และอีก 7-8 ปีโน้น ไม่ไปก็ไม่ได้ ไม่รู้จะให้อะไร ก็ให้เป็นเงินก้นถุงสิ สลากออมสินซะ หรือไม่ก็เงินฝากไปเลย บัณฑิตจะได้เอาไปทำในสิ่งที่อยากได้ แต่ถ้ามันจะเอาไปกินเหล้าก็แล้วแต่สามัญสำนึก โตมากพอที่จะดำเนินชีวิตเองได้แล้ว…โอเน่ซัง

  7. “จบxxx”ของพี่อ่ะ ให้วันรับปริญญาได้แต่ถ้าหนูมีงานแต่งงาน(อีก)เมื่อไหร่อย่าเอามาเป็นของขวัญเชียวนะคะ

    ปล.1 คิดถึงแล้ว
    ปล.2 ชอบคำว่า “มนุษย์สิยะทำ”คิดได้เนอะพี่เรา
    ปล.3 ย้อนไปอ่าน ปล.1 ค่ะ

  8. -ปุ๋ย-

    จะแต่งงานเหรอ วาววววว
    จริง ไม่จริง ไม่รู้ แต่ดีใจด้วยไปก่อน

  9. ป่าวอ่ะค่ะ…หมายถึงถ้ามีโอกาสไง แหม..เข้าใจผิดแบบดีเนอะ สาธุ แล้วจะแวะมาบ่อยๆ นะคะ save fav ไว้แล้วเด้อ

  10. แต่ถ้าบัณฑิตคนไหนไม่ได้ดอกไม้เลย ก็ดูน่าเศร้าเหมือนกันนะคะ (เหมือนคนไม่มีเพื่อน)

    แวะมาทักทายจ้า🙂

  11. – คุณ (ยอดมนุษย์) หญิงครับ –
    บัณฑิตคนนั้นมีจริง
    หน้าตาคล้ายๆ ผม เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
    นี่คือสิ่งที่ผม เอ๊ย! มันได้รับตอนเป็นบัณฑิต
    ตุ๊กตาควายดำๆ ตัวนึง (ไม่รู้ให้เพราะน่ารักหริออยากจะบอกอะไร)
    ไม้เบสบอลหนึ่งอัน (ไม่รู้ให้ไปตีใคร เป็นบัณฑิตนะไม่ใช่อันธพาล)
    แล้วก็ของเล่นกังหันลมแบบใช้ปากเป่าที่ด้ามจับมีลูกกวาดใส่อยู่หนึ่งอัน
    (อันหลังนี้ไม่รู้เหมือนกันว่ามีนัยยะอะไร)

    หวังว่าคุณหญิงคงสบายดีนะครับ

  12. ฮ่าๆ ไม่ได้ดอกไม้ แต่ได้ของเล่นก็ดีเหมือนกันนะคะ เก็บไว้ได้
    ส่วนเราไม่ได้ของเล่นเลยไม่มีอะไรให้เก็บ

    ปล สิบกว่าปีที่แล้วเหมือนกันนะ :b

  13. – คุณหญิงครับ –

    ทิ้ง ปล ซะปลงสังขารทีเดียว น่าจะเปลี่ยนเป็น ป.ล.ง. นะ

    ดีไหม?

  14. เมื่อไหร่จะอัพบล็อกล่ะคะเนี่ย ^_^

  15. ..

    บัณฑิตคนนั้นก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะได้รับสิ่งใดนอกเหนือจากคำว่า “ยินดีด้วยนะ”

    ขอบพระคุณพี่เผ่าด้วยนะคะ ที่สละเวลาไปเผชิญวันวุ่นวายของบัณฑิตคนนั้น (ซึ่งช่วงเวลานั้นมันก็วุ่นวายจริงตามข่าว)

    จากช่อดอกไม้สด เหลือเพียงดอกไม้แห้งที่เก็บไว้สองดอก ที่เหลือขึ้นราไปตามระเบียบ ช่วยชีวิตไม่ทัน (เช่นเดียวกับช่ออื่นที่ได้รับ) เสียดายไม่น้อย

    เป็นสิ่งที่มัน (บัณฑิตคนนั้น) ได้รู้ว่า หากตนไปงานรับปริญญาครั้งต่อไป จะให้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ดอกไม้

    แต่ว่างบไม่เพียงพอ และซื้อไปแล้วมันจะชอบหรือเปล่าไม่รู้

    สุดท้ายก็คงลงเอยอย่างที่แบงค์ว่าไว้

    เลยได้รู้อีกว่าจริงๆ แล้ว ของขวัญที่ดีสุด คือน้ำใจของคนที่ไปร่วมแสดงความยินดี

    ซึ่งเพียงแค่นั้นก็เป็นที่ยินดีอย่างยิ่งแล้วล่ะ

    -=-=-=-


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: