Posted by: chakkraphan | July 4, 2008

มนุษย์สิยะทำ

มีการประมาณไว้ว่าอีกสิบกว่าปีน้ำมันจะหมดโลก

หมายความว่าต่อให้เราสร้างหัวขุดหรือแท่นเจาะน้ำมันที่ทรงประสิทธิภาพขนาดไหน หรือสามารถเจาะลงไปยังแกนกลางโลก ทะลุสะดือทะเลไปเขี่ยไส้ติ่งโลกเท่าใดก็ไม่มีความหมาย เพราะลงท้าย เราก็ได้แต่ดินแข็งๆ ลาวาเหลวๆ มาทำเครื่องปั้นดินเผาแทนอยู่ดี

นอกจากน้ำมันที่จะเกลี้ยงถังใบใหญ่ในไม่ช้าแล้ว ชั่วชีวิตนี้ คนยุคเราน่าจะเป็นเจเนอเรชั่นที่โชคดีพอที่จะได้เห็นปรากฎการณ์อะไรเจ๋งๆ อีกมากเช่นกรุงเทพและเมืองใหญ่ๆ ในเส้นศูนย์สูตรเดียวกันจมน้ำ ตอนนี้บางส่วนของสมุทรปราการและบางขุนเทียนก็เริ่มโดนน้ำทะเลลามเลียบ้างแล้ว หรือสัตว์บางสายพันธุ์สูญพันธุ์ ในอนาคตการจะเห็นแมลงปอสักตัวอาจทำได้ที่บ้าน ด้วยการค้นหาในกูเกิ้ลหรือทำความรู้จักจากวิกิพิเดีย เพราะเป็นความจริงที่ว่าจำนวนประชาการแมลงปอในเมืองฟ้าอมรอย่างกรุงเทพเริ่มร่อยหรอลงไป ลองถามตัวเองก็ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหรือโชคดีกว่านั้นคือได้วิ่งไล่จับแมลงปอเริงระบำกลางทุ่งหญ้าในฤดูร้อนนั้นมันเมื่อไหร่กัน สิบหรือยี่สิบกว่าปี่ที่แล้ว

ล่าสุดเปียกๆ หมาดๆ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บางกอกของเราก็เกิดปรากฏการณ์พิเศษที่ไม่ใช่การที่นายกรัฐมนตรีพับนกกระดาษกลางสภา (วาดลูกตากับทำแท่นให้ด้วยนะ) เพราะสิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์พิเศษมากที่หาดูไม่ได้อีกแล้ว (นี่ถ้านายกฯ พับแบบโอริกามิจะยิ่งพิเศษคูณสอง) หากแต่ปรากฏการณ์พิเศษที่ว่านี้ก็คือการที่กรุงเทพของเราถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทะมึนขนาดใหญ่ไปทั่วเมือง แบ่งส่วนที่อยู่ในเมืองกับนอกเมืองออกเป็นสองซีกอย่างเห็นได้ชัด (กรุณาดูรูปที่ไปขโมยเขามาประกอบ)

เมฆ

ปรากฏการณ์นี้นอกจากจะทำให้ฝนตกรถติดและเรียกแท็กซี่ยากขึ้นกว่าเดิมสามเท่าแล้ว มันยังสะท้อนความปรวนแปรของสภาพภูมิอากาศของบ้านเราและของโลกได้เป็นอย่างดี

อันที่จริงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในสังคมไทยเป็นเรื่องน่าเบื่อและคนที่เคลื่อนไหวอย่างจริงจังก็คร้านที่จะพูดถึง เพราะพูดไปเท่าไหร่ เคลื่อนไหวขนาดไหนคนไทยก็ไม่สามารถสร้างจิตสำนึกเรื่องนี้ให้สลักลงในกะโหลกแบบถาวรได้ เพราะถ้ามันทำได้อย่างนั้นจริง ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยมันน่าจะดีขึ้นตั้งแต่สมัยที่ศิลปินไทยทุกคนมีเพลงอนุรักษ์ธรรมชาติติดอัลบั้มกันคนละเพลงสองเพลงแล้ว เพราะเห็นทำกันจริง ร้องกันจัง สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ไม่ดีขึ้นมาไม่เป็นไร แต่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น จำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นนั้น แปลได้ว่ามันไม่ดีขึ้นก็พอทน ที่แย่กว่าคือมันดันเลวลง

และเมื่อมันเลวลง เราก็ค่อยเริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ยอมรับเถอะว่า เรา (หมายถึงคนเขียน คนอ่าน และคนอื่นๆ) ตื่นตัวเรื่องนี้ได้ก็เพราะกระแสโลกร้อนที่จุดขึ้นโดยหนังสารคดีของอัล กอร์และคนอื่นๆ ที่ช่วยกันทำให้ปัญหาโลกร้อนกลายเป็นเรื่องทันสมัยอยู่ในกระแส เรากล้าแอ่นอกยอมรับกันได้ไหมว่า เราไม่ได้คิดเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่แรก เราไม่ได้สนใจเรื่องนี้เพราะเราเห็นว่าโลกเลวร้าย เราแค่เห็นว่าโลกกำลังวิกฤตจากภาพและเรื่องที่คนอื่นนำเสนอมาต่างหาก ทั้งที่ในความเป็นจริงบ้านเรายังมีคนที่มีความคิดเป็นปราชญ์อีกมากที่มีวัตรปฏิบัติอันไม่เบียดเบียนโลกและพยายามออกมากระตุ้นเตือนเรื่องสิ่งแวดล้อม น่าเสียดายพวกเขาไม่ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และพวกเขาไม่ได้ทำหนังสารคดี

เรามายอมรับความจริงกันดีไหมว่าที่เราตื่นตัวเรื่องนี้เพราะบังเอิญมันเป็นแฟชั่น

แล้วมาดูซิว่า เราตอบรับกับวิกฤตนี้อย่างไร คำตอบคือแบบไทยๆ และแบบเปลือกๆ (คำว่า “ไทยๆ” และ “เปลือกๆ” นี่เห็นทีจะใช้อธิบายพฤติกรรมได้อีกหลายอย่าง) เรานัดกันปิดไฟสิบนาทีสิบห้านาที เราบอกว่าลดการใช้รถหันมาพึ่งระบบขนส่งมวลชนกันเถอะ แล้วเราก็บอกให้ใครต่อใครใช้ถุงผ้า แล้วก็ทำนั่นสิดี ทำนี่สิดี

ถ้าทำได้จริงและทำอย่างมีสมองมันก็ดีอยู่หรอก แต่ที่เห็นอยู่เราไม่เชื่อว่านี่คือวิธีแก้ปัญหาที่ถูกจุด ปิดไฟแล้วดียังไงในเมื่อเราก็กลับมาเปิดไฟใช้พลังงานกันอย่างฟุ่มเฟือยต่อไปตามเดิม (แถมบางคนโรคจิตถึงขั้นเปิดไฟชดเชยจำนวนที่หายไปในตอนปิดด้วย) ลดการใช้รถขึ้นรถสาธารณะดียังไง ในเมื่อระบบขนส่งมวลชนที่รวดเร็วและไม่ใช่รถเมล์บ้านเรายังไม่สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายได้ทั่วเมือง ใช้ถุงผ้า-ลดถุงพลาสติกประสาอะไร ในเมื่อทุกห้างร้าน ทุกห้องเสื้อ ทุกหน่วยงานแข่งกันผลิตถุงผ้าสร้างภาพลักษณ์และแอบประชาสัมพันธ์กันจนโรงงานผลิตถุงผ้าทำกันไม่ทัน พอทำไม่ทันก็ต้องเร่งการผลิต เมื่อไหร่ที่มีการเร่งการผลิตก็แปลว่าทรัพยากรของโลกไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งต้องถูกทำให้ร่อยหรอลง

ยอมรับเถอะว่าถุงผ้า ลดใช้รถ หรือปิดไฟก็เอาไม่อยู่และไม่ช่วยอะไร

ยอมรับเถอะว่าตอนนี้มันสายไปแล้ว ไอ้ที่บอกว่ายังไม่สาย ก็แปลว่ายังไม่สายที่จะอยู่เห็นหน้ากันในตอนนี้ แต่อีกสาม-สี่สิบปี ไม่ใครก็ใครต้องจมน้ำตายไปก่อน

จะแต่งอีกกี่เพลง คราวนี้ก็คงไม่มีประโยชน์ เราเสียโอกาสสุดท้ายในการสร้างจิตสำนึก หรือให้การศึกษาที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมไปวันละนิดวันละหน่อยมานานแล้ว

ที่ทำได้ก็คือใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด และทำลายธรรมชาติให้น้อยที่สุด ยังไงก็เหลือแมว หมาไว้ให้ลูกหลานได้รู้จักบ้าง อย่าเพิ่งไปทำให้มันสูญพันธ์ตอนนี้

แล้วค่อยตั้งใจร่างสุนทรพจน์กล่าวคำอำลาโลกใบนี้กันดีกว่า

อย่าเสียใจในสิ่งที่เราเป็นคนทำมันขึ้นมาเองทั้งหมด เพราะไม่อย่างนั้นวิญญาณสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้วอาจด่าพ่อเราได้ว่า มึงเพิ่งมาเสียใจอะไรตอนนี้ ไอ้ชาติคน

บางทีมนุษย์ธรรมอันสุดท้าย ที่มนุษย์อย่างเราๆ สามารถทำและมอบให้กับโลกใบนี้ได้ก็คือการตระหนักได้ว่า แค่ไม่มีเรา สิ่งมีชีวิตที่อาจหาญและถือดีเรียกโลกใบนี้ว่าโลกมนุษย์ไปเสียสปีชี่เดียว โลกอาจไม่โดนทารุณกรรมขนาดนี้ และเป็นโลกของทุกคน ทุกต้น ทุกพันธุ์ ทุกสปีชี่

ดังนั้น ทุกขณะที่กำลังหายใจ อย่าลืมขอบคุณโลกที่ใจดีให้เราปู้ยี่ปู้ยำอย่างไร้มนุษย์ธรรมโดยที่ไม่ถือสาหาความกับเผ่าพันธ์ที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างพังทั้งหมดซึ่งเรียกว่ามนุษย์


Responses

  1. จบโดนใจมากพี่เผ่า
    แบงค์ตั้งข้อสงสัยมาตลอดทุกเรื่อง-ตั้งกับตัวเอง
    ว่าท่ามกลางแวดล้อมที่ดูรักษ์สิ่งแวดล้อมขนาดนี้ ตัวเองได้ทำอะไรให้กับโลกบ้าง
    ถึงทุกวันนี้จะใช้ถุงผ้า แต่ก็ยังเกลียดอากาศร้อน อุณหภูมิที่มันเป็นบ้านเกิดของตัวเอง
    เห็นแอร์ทีไร ที่ไหน ก็วิ่งเข้าไปหา
    ตกกลางคืน ต่อให้ฝนตก ก็ยังเปิดแอร์ (โดยปรับไปที่อุณหภูมิ 25 องศา)

    พยายามปิดปลั้กสามตาก่อนออกจากบ้าน
    แต่ก็ยังเปิดคอมพิวเตอร์โหลดเพลงผ่านเว็บบิท…
    แล้วก็ยังหน้าด้านไปเป็นสตาฟต์งานกรีนเดย์

    …หนักกว่านั้นคือไปตะโกนร้องปาว
    ให้ทุกคนลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

    น้ำท่วมกทม. อีก 12 ปีข้างหน้า
    ทุกคนตระหนักโคตร (ในสายตาผม)
    แต่ก็ไม่เห็นว่าใครจะทำอะไรเปลี่ยนไปสักอย่าง
    พ่อผมตัดปัญหาด้วยการจะย้ายบ้านหนี
    ผมคิดจะอยู่คอนโด เพราะหนีน้ำท่วม มันคงไม่ท่วมถึงชั้นสิบ

    คิดแต่ล้อมคอก อายตัวเองอยู่นิดๆ
    มนุษย์ร้อนร่วมกัน แต่ออกแรงพัดเพียงน้อยนิด
    เราล้วนหน้าด้าน

    เห็นทีน่าจะต้องใช้แบบที่พี่ต๊ะว่า
    หาทางที่กำจัดสัตว์ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์
    ให้พวกที่เหมาะเป็นมนุษย์อยู่บนโลกนี้ต่อเพียงเผ่าเดียว

    ปล.หวังว่ายังไม่มีใครคิดเอาจริง ยังไม่ต้องการตาย ณ เวลานี้

  2. ก็เพราะ “มนุษย์” มันขี้ตู่ไง
    มันเลยชอบอ้างนั่นอ้างนี่ และอีกหลายๆ อย่างว่าเป็นของตัวเอง
    แล้วก็เอามาใช้ตามอำเภอใจ

    เห็นด้วยที่ ถุงผ้า ลดใช้รถ ปิดไฟ หรืออะไรต่อมิอะไรนั้น
    มันช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

    ตอนนี้วงจรที่ว่า มันเริ่มขึ้นแล้ว จากการสะสมในสิ่งที่มนุษย์ทำไว้
    มาหลายล้านปี

    สุดท้าย ต่อให้เราไม่หายใจ….
    ก็ช่วยโลกไม่ได้

  3. – แบงค์ –
    เนื่องมาจากตอนเขียนเมามันในอารมณ์ไปนิด เลยเขียนเสียออกแนวทำลายล้างอย่างนี้น
    กลับมาอ่านอีกที นี่กูเป็น ‘เพื่อน’ แห่ง Twenty Century Boys หรือไร ไม่นะ
    กูอยากเป็นโยชิสึเนะ

    เลยแก้ตอนจบให้ละมุนละม่อม ไม่เกลียดเพื่อนมนุษย์ขึ้นมาหน่อยนึง

    หรือว่าอ่านแล้วก็เหมือนเดิมวะ

  4. ไม่ค่อยมีความเห็นกับเรื่องโลกร้อนซักเท่าไหร่
    บางคนคงโกรธคนอย่างผมอยู่ แต่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องโลกร้อนเอาซะเลยจริงๆ

    แต่ที่อยากจะมาโพสต์ก็เรื่องของ มติชนออนไลน์นั่นแหละ
    เป็นปรากฎการณ์อารมณ์เดียวกันกับ’บัวลอยนอนน่ากลัวมาก’ เพียงแต่อยู่ในระดับมหาชนกว่า55

    เหมือนกับพอมีเหตุการณ์นึงที่พอจะโยงได้ก็โยงกันใหญ่
    เข้าใจแหละว่าเป็นการณ์ปลูกฝัง
    แต่ก็เป็นการปลูกฝังความกลัวเข้าไป
    พอเกิดความกลัวความเห็นแก่ตัวของชาวเราก็มากขึ้น(มองโลกร้ายไปมั๊ย)
    เลยไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่ให้มนุษย์เห็นผลที่จะเกิด(หรือผลที่คิดว่าเกิดจากมัน)ล่วงหน้าซักเท่าไหร่
    สู้ค่อยๆเห็น ค่อยๆเจอ ค่อยๆรู้สึกกันไปดีกว่า

    ปล.

    แต่มติชนยังช้ากว่าพี่ซานะ
    ‘ฝนตกเมฆน่ากลัวมาก’
    นี่พี่ซาเห็นก่อน 555

  5. “ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ” คนไทยส่วนใหญ่ยังคงปลงและหลงละเหลิงในตัวเองหลังพูดประโยคเด็ดเฉกเช่นฑูตสันติภาพปรามคนเขลา ไหนจะต้องย้ำด้วยคำเท่ห์ๆว่า”เกิด แก่ เจ็บ ตาย”อีก

    ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่ไปเลยหลังจากที่ถามเพื่อนว่า “ถ้าน้ำท่วมโลกขึ้นมาจะทำยังไงวะ”
    ผมแลดูเป็นคนที่มีนัตย์ตาขาวโพลนไปและเป็นคนขลาดเดียวที่กลัวความตาย

    โชคร้ายซ้ำกรรมซ้ำซ้อนสำหรับผมอีก ที่หลังคำถามนั้นหลายคนจะเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องการเมืองทันที เรื่ืองเกาหลีทันควัน บางครั้งมีเรื่องAFปลายๆ
    ผมไม่รังเกียจที่จะพูดเรื่องอื่น แต่แม่งเอ้ยน่ามั่นไส้ที่จะพูดเรื่องV16รักกับV4จริงเหรอในเวลานี้

    ภาพพจน์คนที่พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมคือพวกที่ใส่เสื้อกั๊กสีครีมสวมทับเสื้อยืดสีเขียว กางเกงขาสั้นยี่ห้อcamelไปซะแล้ว

    เฮ้ออออออออออออออออออออออออออออ!!!

    ผมกลัวตายครับ!อยากเห็นไปโลกนานๆ!และผมผิดไหมถ้าผมไม่เชื่อว่าชาติหน้าจะมีจริงในเมื่อไม่มีมนุษย์หรือสัตว์สี่เท้า2ขาหรือว่าหายใจด้วยเหงือกตัวไหนมันมีเวลาผสมพันธุ์กันตอนโลกแตกน่ะครับ!

  6. เราเป็นแบบหมี แต่ใจร้ายกว่าตรงที่จะเก็บเรื่องบัวลอยนอนน่ากลัวมากมาล้อถึงลูกถึงหลาน
    เคยเขียนอะไรสักอย่างแบบอวดดี๊ อวดดีว่า โลกร้อนเพราะเราคิดไปเองต่างหาก
    ก็รู้อยู่แหละว่ามันร้อนจริง
    แต่แค่รู้สึกว่าเราร้อนกันเกินไปไหม

    ทุกวันนี้พยายามให้ขวดน้ำแทนซื้อน้ำบ่อยๆ ใช้ถุงผ้า (หลายใบ) ปิดไฟเสมอ และพยายามนอนไม่เปิดแอร์
    แน่ล่ะ ตามกระแส-แต่แล้วไงล่ะ
    ถ้าน้ำท่วมมา คงมีแฟชั่นบูทกันน้ำ และแน่นอนว่าฉันจะหามาใส่ (ฉันจองของ cath kidston)
    เราว่าโลกนี้มันหมุนได้ด้วยเทรนด์นะ
    ชาวนักคิดบอกว่าโลกหมุนได้ด้วยคนคิดต่าง แต่ความคิดต่างนั่นก็เป็นเทรนด์ในที่สุดไม่ใช่เหรอ
    โลกหมุนไป โลกหมุนไป
    และถ้าจะหมุนถึงวันสุดท้าย
    ฉันก็คงยืนอยู่ในเทรนด์ใดสักเทรนด์ อาจจะเป็นการตายแบบเซนก็ได้นะ

  7. ผมไม่มีความเห็นอะไรมาก
    ผมแค่คิดว่าทั้งหมดอาจเป็นหน้าที่ของเราก็ได้
    ดาวเคราะห์ดวงนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งหลายหน
    แต่ละครั้งล้วนมีสาเหตุที่แตกต่าง ทั้งการระเบิด อุณหภูมิ ดาวตก สุดแท้แต่สมมติฐาน

    ครั้งนี้สาเหตุอาจเป็นเรา
    และเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
    จะทำอะไรได้ ยอมรับ ไม่ยอบรับ มันก็ต้องเป็นไป
    แล้วมันจะเป็นไปยังไงต่อ…มันก็ต้องเป็นไป
    นี่ล่ะเทรนด์ของสัจจะแห่งธรรมชาติ ที่ไม่จำเป็นต้องตาม
    แต่เราทุกคึนอยู่ในมันเสมอ

  8. โลกใบที่เราอยู่อาศัยอยู่นี้
    ประกอบด้วยคนสองส่วนครับ

    1.คนลงมือทำ
    2.คนลงมือดู

    เรา ๆ ก็อยู่ในพวกที่ 1. แหละครับ
    แต่พวกที่ 2. นี่แหละคือตัวปัญหา
    แต่ปัญหาจริง ๆ มาจากอีกกลุ่มมากกว่า

    3.คนลงลายเซ็น!!!

    อีพวกกลุ่มที่ 3. นี่แหละครับ
    ชอบอ้างผลประโยชน์ของประเทศ
    แต่ลืมอ้างผลประโยชน์ของโลก

    ฟ้ามืดวันนั้นคงจะสวยน่าดู
    ถ้าไปครึ้มต่อแถว ๆ บ้านอีพวกกลุ่มที่ 3.
    จะแค้นไปใย… ในเมื่อแก้อะไรไม่ได้แล้ว

    ทำได้อย่างเดียว เอาปืนไปยิงมัน
    แล้วเตรียมตัวลงนรกอย่างสงบดีกว่า

    (โหดจนน่าเกลียด…ด้วยความอยากระบาย)

  9. แวะเอามาให้พี่ต๊ะและคนที่มาเยี่ยมหน้านี้ดูครับ หลังจากที่ผมมาฟูมฝายเชิงอกหักจากสภาวะแวดล้อมส่วนตัว
    แล้วเพอิญไปเจอคลิปนี้พอดีเป็นงานmotion ที่ทำลักษณะแบบcollage ทำออกมาดูดีเชียวยิ่งพูดเรื่องเดียวกับtopicนี้ด้วย โดยส่วนตัวผมเลยชอบมากเลยมาแบ่งกันดูครับ

    http://www.youtube.com/watch?v=xs-Ikzqe6k4 << คลิ๊กได้เลยครับรับรองว่าไม่ได้มาขายAMWAYอย่างแน่นอน

  10. มิครรักแฟนเพลง ขาจรและขาประจำ
    ลิงค์ที่สมลิปเขาให้มาก็โอเคทีเดียว
    ดูกันหน่อยก็ดี

    จะได้เอาไปคุยกับเพื่อนได้ว่าฉันดูแล้ว
    แม้จะยังไม่ได้ทำก็ตาม

    กูจะมองโลกในแง่ร้ายไปถึงไหน

  11. เพิ่งจะได้เห็นรูปเมฆดำอันนั้น

    ตอนเทอมสุดท้าย
    อาจารย์เอารายงานการประชุมของ UNDP
    ที่เกี่ยวกับเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
    มาให้ดู ให้อภิปรายกันแบบเต็มๆทั้งเทอม
    เรียนไปก็ขนลุกไป ว่าเฮ้ย..ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

    เจ็บใจเวลาที่เห็นบางห้าง
    เร่งเร้าลูกค้าให้ซื้อๆๆจนหัวปั่น
    เพื่อสะสมยอดมาแลกถุงผ้า
    ให้อินเทรนด์กับเขาบ้าง

    เจ็บใจเวลาเห็นคนถือถุงผ้า
    แล้วก็ถือถุงพลาสติกเต็มมือ

    เจ็บใจเวลาเห็นเรื่องอย่างนี้
    ถูกเอาไปใช้เป็นเครื่องมือหากิน
    สร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรตัวเองดูดี

    เจ็บใจสุดคือเวลาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว
    คนใกล้ๆตัวมักจะบอกว่า
    มึงจะคิดมากไปถึงไหน


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: