Posted by: chakkraphan | May 10, 2008

ลองตะแล่บแก๊บ

วันที่สามสิบ เดือนเมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันสุดท้ายของเดือนแห่งมหกรรมสงกรานต์แล้ว ยังถือเป็นวันสุดท้ายที่บริษัท กสท. โทรคมนาคมเปิดให้บริการโทรเลขในประเทศไทย ก่อนจะจบอายุขัยของมันไว้ที่หนึ่งร้อยสามสิบสามปี

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2418 ที่รัชกาลที่ห้าทรงมีพระราชดำริ (นานๆ จะใช้คำราชาศัพท์เสียที เกร็งมาก หากใช้ผิดขออภัย) จัดให้มีการใช้โทรเลขขึ้นเป็นครั้งแรกโดยวางสายโทรเลขต่อท่อลอดใต้แม่น้ำจากกรุงเทพไปยังบริเวณปากน้ำสมุทรปราการ เพื่อใช้ในราชการนั้นถือได้ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการสื่อสารในประเทศไทย หลังจากที่คนไทยคุ้นเคยกับส่งจดหมายผูกขานกพืราบมานานปี แถมตอนนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารที่เรียกว่า ‘จดหมาย’ นั้นก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะถูกจำกัดไว้ให้กับคนในระดับเจ้านายที่อ่านออก-เขียนได้ และมีแสตมป์เท่านั้น ส่วนบ่าวไพร่ชนชั้นอีเย็นทั้งหลายอย่างเก่งคงมีส่วนร่วมได้แค่ใช้ลิ้นเลียแสตมป์แปะลงบนจดหมายของคุณท่านไปก่อน

หลังจากโทรเลขที่ปากน้ำสมุทรปราการเปิดใช้งานในราชการได้แปดปี คราวนี้ก็ถึงตาของประชาชนทั่วไปที่สามารถเคี้ยวหมากกันปากแดงหนุบหนับเดินไปใช้บริการเทคโนโลยีการสื่อสารสุดฮิปนี้กันได้แล้ว จึงไม่แปลกที่โทรเลขจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในชื่อ ‘ตะแล่บแก๊บ’ อันผกผันมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า ‘เทเลกราฟ’ (Telegraph) ที่แปลว่าโทรเลข 

ถ้ามองกันในมิติปัจจุบัน เราอาจงงระดับไม่เข้าใจไปจนถึงระดับไม่เข้าใจโลกว่า ‘เทเลกราฟ’ มันผิดเพี้ยนไปเป็น ‘ตะแล่บแก๊บ’ ได้อย่างไร แต่จะใส่ใจไปทำไมในเมื่อภาษาไทยส่วนหนึ่งที่ใช้ในปัจจุบันก็เป็นการหยิบยืมภาษาต่างด้าวมาใช้อย่างผิดเพี้ยนไปจากเสียงต้นฉบับแต่ปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทยทั้งสิ้น หมอที่ชื่อ ‘แบรดลี่ย์’ ก็ไปเรียก ‘บรัดเลย์’ ประเทศ ‘อิง (เกอร์) แลนด์’ ก็ไปเรียก ‘อังกฤษ’  ‘นิปปอน’ ก็เพี้ยนไปเป็น ‘ญี่ปุ่น’ แล้วทำไม ‘เทเลกราฟ’ จะเป็น ‘ตะแล่บแก๊บ’ ไม่ได้

ดังนั้น ‘ตะแล่บแก๊บ’ จึงถือเป็นการ ‘Thailandization’ หรือการทำให้เป็นแบบไทยๆ (ของแท้ต้อง ‘ไทยๆ’ ที่ไม่ใช่ ‘มีความเป็นไทย’) แรกๆ ของสยามประเทศ เก๋กว่าเจแปนไนซ์อีก

ว่าแต่เรากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่นะ

อ้อ ตะแล่บแก๊บ-โทรเลขนั่นเอง

นั่นแหละ นับตั้งแต่สอง-สามย่อหน้าข้างบนที่ผ่านมาโทรเลขก็กลายเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ได้รับการยอมรับว่าสะดวกและรวดเร็วที่สุด ที่คนเราจะนึกคิดกันได้ ความแพร่หลายและป๊อบปูล่าร์ของโทรเลขมีมากพอที่จะทำให้กระทรวงศึกษาจัดให้มีการเรียน-การสอนวิธีการใช้โทรเลขบรรจุลงในหลักสูตรของวิชาสปช.ของเด็กนักเรียนประถม (หรือมัธยมก็จำไม่ได้ ผ่านมานานมากเป็นโกฏิปีแล้ว)

มีเรื่องน่าสนุกเรื่องหนึ่งอยากเล่า นั่นก็คือ จากการสอบถามเด็กชายวัยสามสิบอัพจำนวนหนึ่งว่าหลังจากที่ครูสอนเขียนโทรเลขแล้ว คำแรกที่เขียนคือคำว่าอะไร เจ็ดสิบแปดจุดสามห้าเปอร์เซ็นต์บอกว่ามันคือคำว่า “พ่อตาย” หรือ “พ่องตาย” (คำหลังเสียค่างองูเพิ่มอีกหนึ่งบาท แลกกับความสะใจกว่า) และอีกยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือเลือกที่จะเขียนตัวอักษรสามคำที่แปลว่าอวัยวะฉี่ของเด็กชายนั่นเอง (สมมติฐานข้อนี้ยังใช้ได้กับคำแรกที่เด็กชายเปิดหาความหมายหลังจากใช้ดิคชั่นนารีเป็นได้ด้วย…วิเศษจริงๆ)

นั่นแหละอีกครั้ง- อย่างไรก็ตามโทรเลขก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นในการสื่อสารที่สะดวกกว่าจดหมาย หาใช้ได้ง่ายกว่าโทรศัพท์ และอย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้จักกับชีวประวัติของคนที่คิดค้นรหัสมอร์สเพราะครูบอกว่าออกข้อสอบ

ก่อนที่จะโตมาพบความจริงที่รวดร้าวว่า มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรียนไปเพื่อจดจำตอนสอบ และลืมในเวลาต่อมาเท่านั้นเอง เพราะเมื่อเติบใหญ่จนตีนใหญ่กว่าฝาหอยสามเท่าครึ่งก็พบว่า ไอ้กู-ผมนับครั้งที่จะใช้โทรเลขได้เลย

นั่นคือมีทั้งหมดสามครั้งถ้วน แบ่งออกเป็นส่งหนึ่ง-รับสอง

ครั้งที่หนึ่ง แม่ใช้ให้ไปส่งโทรเลขหาพ่อความว่า ‘แม่คุณเสีย กลับด่วน’ แม่คุณในที่นี้หมายถึงยายทวดนั่นเอง

ครั้งที่สองคราวนี้เป็นผู้รับบ้าง เจี๊ยบและท๊อป (ตอนที่ยังไม่เลิกกัน) เพื่อนมหา’ลัยส่งมาอวยพรวันคล้ายวันเกิด 

และครั้งที่สาม-ครั้งสุดท้ายก็ยังเป็นผู้รับอีกอยู่ดี เมื่อคนใกล้ตัวเราเองนี่แหละที่อยู่ๆ ก็ส่งโทรเลขมาหาเพื่อบอกข้อความบางอย่างที่เดินมาบอกกันต่อหน้าก็ได้ แต่พอได้อ่านข้อความเหล่านั้น (ใช้คำว่า ‘เหล่านั้น’ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีอยู่สองคำ) บนกระดาษแผ่นบางกลับได้ความรู้สึกที่แปลกและแตกต่างออกไป  อย่างน้อยที่สุด, คำสองคำที่ปรากฏบนกระดาษก็เป็นพยานหลักฐานว่าเหตุการณ์แบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้มีอยู่และเคยเกิดขึ้นจริง การบอกกล่าวด้วยคำพูดบางครั้งก็อาจมีคุณค่าไม่ต่างจากลมที่พัดออกจากปาก อีกสักพักก็อาจหลงลืมหรือทำมันตกหล่นไปในกาลเวลา

สรุปว่าประสบการณ์ร่วมที่มีต่อโทรเลขของเรามีอยู่เท่านี้

หากพิจารณาจากข้อมูลน้อยนิดชุดนี้ให้ดีจะพบว่า มีเพียงครั้งแรกเท่านั้นที่เราใช้โทรเลขได้สมประสงค์ (ไม่อยากต่อเลยว่า สิงหวนวัฒน์ แต่อดใจไม่ไหว) ของโคล้ด แชปเปผู้ประดิษฐ์การสื่อสารด้วยสัญญาณคลื่นไฟฟ้าต่อเนื่องอันเป็นต้นธารของโทรเลขที่นักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์หลายคนอาทิเซอร์วิลเลี่ยม ฟอร์เธอร์กิลล์ คุ้กผู้ใช้โทรเลขไฟฟ้าทางการพาณิชย์คนแรก, วิลเฮล์ม เวเบอร์ผู้พัฒนาระบบสัญญาณโทรเลขไฟฟ้าแม่เหล็ก, แซมมวล เอฟ บี มอร์ส นามสกุล ‘มอร์ส’ ของเขาคงไม่ต้องขยายความ ไปจนถึงนักประดิษฐ์สายป๊อบอย่างโธมัส เอดิสันและนิโคลา เทสลาต่างช่วยกันทำให้โทรเลขมีคุณประโยช์นต่อมนุษยชาติในฐานะเครื่องมือติดต่อสื่อสารที่เชื่อมคนที่อยู่ห่างไกลกันเป็นร้อยไมล์พันไมล์ให้โยงใยเกี่ยวดองกันได้ (ทำไมรู้สึกเหมือนเป็นแอดเวอร์ของ กสท. วะ)

ส่วนครั้งที่สองและสามของโทรเลขในชีวิตเรา ไม่ต่างอะไรไปจากการไปร้านกิฟต์ช็อปหรือไปเที่ยวสวนสนุก จริงอยู่มันอาจไม่ได้นำพาสารที่สำคัญยิ่งยวดในสถานการณ์นั้นๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เราไม่ดีใจที่ได้รับข้อความดีๆ ที่ไม่ใช่เรื่องหน้าสื่วหน้าขวานจากผู้ส่ง

คนเราคิดถึงกันยังเขียนจดหมายหากันได้ แล้วทำไมต้องโทรเลขกันเฉพาะแต่ข้อความประเภท ‘เงินหมด’ หรือ ‘ไฟไหม้’ เท่านั้นเล่า (หรือว่าไฟไหม้ไม่ต้องโทรเลข?)

แต่โลกหมุนไปทุกวัน เทคโนโลยีการสื่อสารก็เจริญรุดหน้าไปทุกวัน เราเองก็แก่ลงไปทุกวัน เช่นเดียวกับโทรเลขที่อายุอานามก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็กลายเป็นลุงทันทีที่มีการสื่อสารข้อความแบบใหม่ผ่านเครื่องรับข้อความที่เรียกว่าเพจเจอร์ และกลายเป็นปู่ทันทีที่โทรศัพท์เคลื่อนที่อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้ (กรุณาด่านิโคลา เทสลาได้ เขาเป็นคนคิดค้นระบบสื่อสารแบบไร้สาย ที่ทำให้คนใช้ไร้วินัยไปด้วย)

หลานทั้งสองรายนี้ พาคุณลุงและคุณปู่โทรเลขเข้าบ้านบางแคสาขานวัตกรรมตกยุตไปอย่างทีเราไม่ทันรู้สึกตัว ใครจะมาโทรเลขขอเงิน หรือบอกว่าแม่ตายแล้วในเมื่อเรามีแมสเสจที่บางเครื่องก็สามารถส่งได้ไกลถึงรัฐแมสซาซูเส็ตต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่สะดวกกว่า ง่ายกว่า และดีกว่าโทรเลข มันจึงทำให้โทรเลขกลายเป็นไดโนเสาร์ ก็ขนาดเพจเจอร์เองยังโดนพิษสงของมันจนกลายเป็นอุปกรณ์โบราณ แล้วโทรเลขจะไปเหลืออะไร

ลงท้ายโลกใบนี้จึงไม่มีใครต้องการโทรเลข ยกเว้นคนนึกสนุกหรือคนโรแมนติค ที่นานๆ คนเหล่านี้จะนึกอยากไปไปรษณีย์แล้วเขียนโทรเลขสักที

แล้วอย่างนี้โทรเลขจะไม่หมดอายุขัยในประเทศนี้ (และคงเกิดขึ้นตามมาในอีกหลายๆ ประเทศ) ได้อย่างไร

เราไม่ได้อาลัยอาวรณ์โทรเลข เหมื่อนที่เราไม่ได้โหยหาแดนเนรมิต (แน่นอน เราไม่ได้เสียน้ำตาตอนที่แดนเนรมิตปิดตัวลง) ความรู้สึกโหยหาอดีตแบบนอสตาลเจียไม่ควรเกิดพร่ำเพรื่อ คนที่รู้สึกแบบนั้น (โหยหาอดีต) บ่อยๆ แปลว่าที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเกินไปจึงต้องร้อนรนรีบตักตวงสิ่งที่พวกเขาหมางเมินมันตั้งแต่แรก

ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของเราที่ไม่นอสตาลเจีย (และเรื่องในอดีตบางเรื่องเราก็พร้อมจะโหยหาอย่างฟูมฟายกับเขาเหมือนกัน ไม่ได้หัวใจหยาบกระด้างหรือขวางโลกมาจากไหน)

ดังนั้นในวันที่สามสิบเมษายนที่ผ่านมา เราไม่ได้ไปเป็นสักขีพยานในงานส่งโทรเลขขึ้นเมรเผา เราไม่ได้ไปโหยหา และบอกว่าอาลัยอาวรณ์มันแค่ไหน เราไม่ได้วางดอกไม้จันทร์ให้กับมัน

แดนเนรมิตเรายังไม่คิดถึง โทรเลขหรือตะแล่บแก๊บนี้ก็ไม่ชวนให้เราคิดถึงมากมายนัก

หรืออาจเพราะอย่างน้อย เราเคยได้ลองใช้ตะแล่บแก๊บนี้มาแล้วสามครั้ง

สามครั้งไม่เรียกว่าเยอะ มันเรียกว่าน้อย

แต่ความน้อยก็ทำให้เรารู้จักพอและบอกตัวเองว่ามี (หรือเคยมี) และหยุดโหยหา


Responses

  1. เมื่อก่อนคงไม่มีใครคิดว่าเราจะคุยกับคนอีกฟากนึงของโลกได้แบบนาทีต่อนาทีหรอกเนอะพี่
    แต่วันนี้ก็ทำได้แล้ว
    ไม่ต้องใช้สายด้วย

    การวิวัฒนาการการสื่อสารของมนุษย์นี่เร็วขึ้นเรื่อยๆ
    เมื่อก่อนหรือแม้กระทั่งไม่นานมานี้ ผมยังขัดหูขัดตากับไอเดียการเคลื่อนย้ายมวลสาร(เทเลพอร์ท)
    ทั้งเรื่องจริงและในthe prestige
    รู้สึกว่ามันขัดแย้งกับอารมณืของเรื่องที่เหมือนจะใช้ความเป็นแมนนวล
    พอคิดไปคิดมา
    ความเร็วและความมหัศจรรย์ของการพัฒนาเทคโนโลยีมันเร็วและมากขึ้นเรื่อยๆ
    จนไม่รู้สึกขัดหูขัดตาแล้ว ตอนนี้ก็รอว่าอีกกี่ปีจะทำได้นะ

  2. อ่านแล้วนึกถึงตอนเรียนเลยอ่ะ
    รุ่นสาก็ยังทันอยู่นะ กับการเรียนเขียนโทรเลข
    จำได้ว่า ตัดคำจนอ่านไม่รู้เรื่อง -_-‘

    ปัจจุบันนี้
    อะไรมันก็รวดเร็วไปเยอะ
    คนเราอยู่กันคนละซีกโลก
    แต่สามารถสื่อสารกันโดยไม่เสียสตางค์
    แถมยังเห็นหน้าได้ยินเสียงกันอีก

    ว่าแต่
    วันสุดท้ายก็การส่งโทรเลข
    พี่ต๊ะได้ส่งไปบอกรักใครหรือเปล่า…จ๊ะ

  3. สา,
    ไม่ได้ส่งหรือรับโทรเลขเลย ขี้เกียจไป และเกิดอารมณ์อยากต่อต้านเล่นๆ ซะอย่างนั้น

    แต่มีคนส่งแมสเซจมาให้

    พอได้ไหม?

  4. ขี้อวด

    เขียนสั้นๆ แบบส่งโทรเลข

    ว่าแต่ บล็อกนี้เป็นวิกิพีเดียรูปแบบใหม่หรืออย่างไรนะ
    เต็มไปด้วยข้อมูลเสียจริงๆ
    ขอไปไว้ในชั้นหนังสืออ้างอิงได้ไหม

  5. โฮ่ โฮ่ (ทั้งหมดหกตัว-หกบาท หรือเปล่านะ)

    พอเอาต้นฉบับมาลงก็ว่า
    พอเขียนแบบจริงจังก็กลายวิกิพิเดีย

    คนเราอ้ะน้า😉

  6. พ่อแง่แม่งอน
    หนุ่มเผ่าเจ้า-สาวเต้เอยซะเหลือเกิน

  7. อันนี้พี่ไช้ หมูแดง เพื่อนของกระผมฝากมาแสดงทัศนะ เพราะมันโลว์เทค ไม่สามารถโพสต์คอมเมนต์นี้ได้

    จึงชี้แจงไว้ตรงนี้ว่า เจ้าของคอมเมนต์นี้ชื่อ ไช้ หมูแดง

    —————————-

    อ่านตอนแรกนึกว่าเขียนถึงหนัง “รองต๊ะแลปแป๊ป” ของปรัชญา ปิ่นแก้ว
    ดูอีก มันเรื่องโทรเลขนี่หว่า โทษที

    จริงๆ ไม่เคยใข้บริการ เลยไม่รู้สึกผูกผัน หรือเสียดาย
    แต่ตอนดูข่าวการอำลาโทรเลข 133 ปี ก็เริ่มรู้สึกเสียดายนิดหน่อย

    พอดูข่าวต่ออีกว่า มีคนแห่ไปส่งโทรเลขกัน
    ก็เริ่มรุ้สึกมากกว่าย่อหน้าที่แล้วขึ้นมาอีกนิด

    ยิ่งมารู้ว่า หวยงวดที่ผ่านมา เลขท้าย 3 ตัว(ล่าง) ออก 133
    โอ้โห้ คราวนี้ ปรี๊ดเลยครับ โคตรเสียดายเลย ที่ไม่ได้ซื้อไว้ สัก 50 บาท
    เสียดายจริงๆ ครับพี่น้อง (สำนวนพี่อู๊ด จากละครเป็นต่อ)

    ป.ล.รวมเล่มเมื่อไหร่บอกด้วย จะอุดหนุน สัก 133 เล่ม ***

    ———————————-

  8. 555
    จริงอย่างพี่เต้ว่า
    อ่านๆ ไปก็ยังกะวิกิเสียจริงๆ

  9. ติดใจคำพี่หมี “หนุ่มเผ่าเจ้า-สาวเต้เอย” ไม่รู้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกรึเปล่า
    แต่เห็นพี่ต๊ะและพี่เต้เป็นแท่ง-อ้อม บนโปสเตอร์กว่าจะถึงบางรักซอยเก้าเสียอย่างนั้น
    —-
    ผมไปลาโทรเลชมา จริงอย่างที่พี่ว่า เพราะไม่เคยทำ เลยเสียดาย
    มีโอกาสส่ง และรับด้วยฝีมือคนเดียวกัน คือตัวเอง

    คิดแล้วเศร้านิดหน่อย ที่เด็กสมัยผม (แน่นอนว่าไม่ค่อยมีโอกาสได้ส่งโทรเลข)
    จะไม่มีเด็กคนไหน เห่อของเก่าจนอยากออกไปส่งโทรเลขให้เพื่อนมันเลยสักคน
    …โดยเฉพาะเพื่อนๆ ของผม!

    ฮือ… เศร้า
    ไม่ได้เลยสักฉบับ มีแต่ของตัวเอง
    เป็นความเศร้าฉบับโทรเลขเท่านั้น และไม่น่าจะมีต่อไปแล้ว
    เสียดาย…

  10. ขออภัย “โทรเลข” มิใช่ “โทรเลช”

  11. – ขอชี้แจง หมีและแบงค์ –

    ที่ถูกแล้วต้อง ‘เผ่าจ้าว’ นะน้อง
    ตอนแรกว่าจะไม่แก้ แต่เห็นแบงค์ก็ใช้ผิด จึงขอชี้แจงมาให้ทราบโดยทั่วกัน
    หรือการพิมพ์ผิดจะอยู่คู่โลกไซเบอร์?

    ส่วนที่บอกว่าเป็นแท่งและอ้อมแห่งบางรักฯ นั้น
    อืม…แบงค์ มึงเข้าใจมองนะ
    กูไม่มีอะไรใกล้เคียงศักดิ์สิทธิ์ อัลลอย แท่งทองเลย
    พับเผ่ย!

  12. อ่านเรื่องนี้อีกรอบ
    พาลนึกไปถึงอีกเรื่องที่เด็กๆเคยถูกให้ทำ
    ขออนุญาต นอสตาลเจียหน่อย
    แต่มันคิดถึงการเขียนจดหมายไปให้เลขที่เดียวกันของอีกโรงเรียนไหนสักแห่งนึง
    แบบ “ถึง..เลขที่24ของป4/3 ร.ร….”
    แล้วเค้าก็ต้องส่งกลับมาเหมือนกัน🙂

  13. จริงเหรอ
    โรแมนติคว่ะ
    แล้วถ้าคนนั้นเป็นผู้ชาย (สมมติเป็นคนอย่างพี่หรือไอ้ยู) จะโรแมนติคไหมหมี?

  14. ถ้าเป็นผู้ชาย
    ก็ถือว่าทำตามหน้าที่ไป
    555

    อ้าว โรงเรียนพี่ไม่มีเหรอ

  15. ไม่มี
    มีแต่สอนเขียนโทรเลข
    กับให้เขียน pen pal กับชาวต่างประเทศ ในวิชาภาษาอังกฤษ
    เพื่อนพี่เป็นชาวแคนาดาด้วย
    จำได้ลางๆ ว่าสวย

    คุยกันสองฉบับก็ส่งรูปแลกกันดู
    เขาส่งมาก่อน
    พี่ก็เลยส่งไป
    หลังจากนั้น…
    เขาก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย!

  16. 555

    แต่ลองถามเพื่อนดูแล้ว
    ปรากฎว่าไม่เคยทำแบบนี้เหมือนกัน

    ผมก็นึกว่าเป็นหลักสูตร

    ผมทำตอนอยู่ โรงเรียน อนุบาลสักจังหวัดนึงเนี่ยแหละ สุโขทัยมั๊ง

  17. สวัสดีฮะพี่ต๊ะ รู้สึกเหมือนพี่เต้เอยบอก มันเหมือนวิกิพีเดียจริงๆ
    อีกอย่างคัรบพี่ต๊ะ สังเกตจากลิงค์ข้างๆ พี่เป้นแฟนสเปอร์ใช่มั้ยฮะ?
    (จะว่าไปเข้ามาทักเพราะเรื่องนี้เลยนะเนี้ย)

    จากแพท-ที่ทำหนังวงภูมิจิต
    (เราเจอกันแล้วครับวันนี้)

  18. แพท

    เข้าใจถูกแล้วครับ

  19. ผมก็แฟนสเปอร์ครับพี่
    นานนานจะได้เจอแฟนสเปอร์ทีครับ รู้สึกอบอุ่น
    😀

  20. ตอนแรกก็เผ่าจ้าวแหละพี่ ลบแก้ให้มันผิดซะงั้น – –
    ——–

    ผมแฟนเชลซี
    อ้าว ไม่เกี่ยว


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: