Posted by: chakkraphan | April 21, 2008

ไม่มีใครคบคบเพลิง

โอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่งคราวนี้คึกคักยิ่ง

และอาจจะต้องบอกว่าคึกคักมากกว่าครั้งไหนๆ เพราะยังไม่ทันที่มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษย์ชาติ (เขาว่ากันอย่างนั้น) จะเริ่มขึ้น ขั้นตอนของ ‘พรี-โพรดัคชั่น’ ของมันก็เข้มข้นเสียแล้ว

เมื่อผู้ประท้วงชาวทิเบตออกมาชุมนุมกันเพื่อระลึกถึงวาระครบรอบของการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลจีนที่เข้ามาปกครองประเทศของพวกเขาโดยไม่ชอบธรรม โดยกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าทำลายบ้านเรือนร้านค้าของชาวจีนที่อยู่ในทิเบต และชาวจีนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นชาวฮั่นแน่ๆ (เป็นการสอดแทรกมุขตลกแบบไม่มีกาละเทศะที่น่าชื่นชมในความพยายามของตัวเอง – ทำทำไมนะ?)

โดนเข้าอย่างนี้, รัฐบาลจีนมีหรือจะยอม แน่นอน-พวกเขาใช้กองกำลังทหารออกมาโต้ตอบ การโต้ตอบนี้เองที่นำไปสู่ความวุ่นวายและทำให้โอลิมปิก ปักกิ่งพลอยรับเนื้อนาบุญ (หรือบาป?) นี้เข้าไปเต็มๆ

เริ่มจากสตีเว่น สปิลเบิร์ก ผู้กำกับฉายาพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดที่รัฐบาลจีนว่าจ้างให้เนรมิตการจัดงานเปิดมหกรรมกีฬานี้ออกมาประกาศถอนตัวเพราะเห็นว่าจีนไม่เคารพในสิทธิมนุษยชนของชาวทิเบต แน่นอน-รัฐบาลและประชาชนจีนงงกับพฤติกรรมของสปีลเบิร์ก พลางตั้งคำถามทำนองว่า “แล้วแกไปเกี่ยวอะไรกับเขา” แต่อย่างไรก็ตามสปีลเบิร์กก็ถอนตัวอยู่ดี

หลังจากนั้นความสนุกของมหกรรมก่อนมหกรรมโอลิมปิกอีกทีจึงบังเกิด

เมื่อรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นออกมาประกาศว่ามีคนตายจากการปะทะครั้งนั้นหลายศพ ในขณะที่รัฐบาลจีนบอกว่าไม่มีคนตาย มีแต่คนบาดเจ็บเล็กน้อย ทายาแดง กินพาราสองเม็ดก็หาย พูดไม่พูดเปล่ายังพานักข่าวไปดูเหตุการณ์ (ที่มีคนบอกว่าจัดสถานการณ์ไว้เรียบร้อย) อีกด้วย

ร้อนถึงองค์ทะไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตที่ออกมาเรียกร้องให้จีนยุติการใช้ความรุนแรงในทิเบต และจีนก็สวนกลับทันทีว่าองค์ทะไลฯ กำลังปลุกระดมให้ชาวทิเบตและประชาคมโลกลุกฮือต่อต้านจีน

หลังจากนั้นมวยคู่องค์ทะไลลามะ VS. รัฐบาลจีนจึงเริ่มยกที่หนึ่งขึ้น ทั่วโลกก็ยิ่งจับตามองไปยังกีฬาโอลิมปิกที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในเดือนสิงหาคมนี้ โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนในบางประเทศเช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันออกมาเรียกร้องให้นักกีฬาในชาติของตนถอนตัวจากการแข่งขันเพื่อเป็นการประท้วงจีน แต่รัฐบาลในประเทศนั้นๆ ก็ออกมาแสดงจุดยืนว่ากีฬาก็กีฬา อย่าเอาไปเกี่ยวกับเรื่องการเมือง (อันจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) ฝ่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ก็สวนกลับว่าเพราะมันเป็นมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติน่ะสิวะ (เพิ่มคำหยาบเพื่อความมันในอารมณ์) เราถึงต้องใช้เวทีระดับโลกนี้ในการเรียกร้อง

อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของใครจะเป็นคนตัดสิน

เมื่อเวทีระดับใหญ่ไม่ได้ผล การเรียกร้องประกาศจุดยืนจึงต้องดาวน์ไซล์ลงมาสู่เวทีที่เล็กกว่าอย่างการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกที่จัดขึ้นในหลายๆ ประเทศทั่วโลก

เริมตั้งแต่ที่ไฟโอลิมปิกถูกจุดขึ้นที่เทือกเขาโอลิมป้ส (ที่หลายคนยังเข้าใจว่ามันเป็นเทือกเขาที่ผลิตเครื่องพิมพ์ดีด!) การประท้วง ‘free tibet’ ถูกแสดงออกอย่างต่อเนื่องด้วยการแย่งคบเพลิงบ้าง หรือพยายามดับไฟจากคบเพลิงบ้าง (ซึ่งในความคิดของเรา เราว่ามันเป็นการประท้วงที่น่ารัก และแสดงออกซึ่งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่า ‘เราจะดับไฟโอลิมปิก ถ้าจีนไม่ดับไฟในทิเบต’ โดบปราศจากความรู้สึกของการข่มขู่และคุกคามถึงชีวิต)

ต่อจากประเทศกรีซ คบเพลิงเดินทางไปทั่วยุโรปทั้งเยอรมัน, อังกฤษ ฝรั่งเศส สามประเทศนี้ดูเหมือนจะเป็นสีสันของมหกรรมแย่งคบเพลิงโอลืมปิกเมื่อความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอังกฤษนั้น การได้เห็นหน้าเหวอๆ บรรยายไม่ถูกของธีโอ วัลค็อตต์ศูนย์หน้าตัวจี๊ดของสโมสรอาร์เซน่อลตอนที่ถูกผู้ประท้วงรายหนึงวื่งเข้ามาจะแย่งคบเพลิงนั้นนับว่าเป็นความหรรษาของแฟนทีมสเปอร์สโรคจิตอย่างเรายิ่งนัก

หลังจากยุโรป, คบเพลิงเดินทางต่อไปยังแอฟริกาใต้ ที่นั่นความวุ่นวายไม่ค่อยปรากฏเพราะประเด็นสิทธิมนุษยชนในทิเบตดูจะเป็นเรื่องขี้ผงเมื่อเทียบกับในหลายๆ ประเทศแถบนี้ที่ ‘ล้ำ’ กว่าทางด้านนี้ (ทำไมต้องเห็นใจคนทิเบต ในเมื่อคนที่ดาฟัวร์-ซูดาน ยังจะตายไม่ตายแหล่- เดาว่าเขาคงคิดกันอย่างนี้) ที่สำคัญจีนยังเป็นประเทศที่ให้การช่วยเหลือหลายๆ ประเทศในแถบนี้มาโดยตลอด สองปัจจัยนี้ดูเหมือนจะเป็นเหคุผลให้คบเพลิงโอลิมปิกโชติชัชวาลดีที่กาฬทวีป

ก่อนจะมาสนุกสนานกันต่อพลันที่คบเพลิงเดินทางข้ามเขตลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติสเข้าสู่ตะวันออกกลางที่หลายๆ ประเทศเตรียมการรับมือคบเพลิงที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นี้เป็นอย่างดี เราชอบไอเดียของอิหร่านที่จัดให้วิ่งมันในสนามกีฬาปิด วิ่งรอบ-สองรอบแล้วส่งต่อให้ประเทศต่อไปทันที (ฮ่า) แต่ที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นความแมนของรัฐบาลอินเดียอันเป็นสถานที่ตั้งของรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบตที่ประกาศชัดเจนว่าจะจัดให้มีการวิ่งคบเพลิงตามกำหนดการเดิม

ทั้งที่อยู่ในข่ายประเทศสุ่มเสี่ยง (เนื่องจากอยู่ใกล้จีนและมีรัฐบาลทิเบตอาศัยอยู่) แต่อินเดียก็จัดการได้อย่างเป็นกลางและใจเด็ดมาก

ล่าสุดเพิ่งไปผ่านร้อนๆ กับสยามประเทศของเรานี่เองที่ถ้าไม่นับหัวขโมยคบเพลิงของคริสโตเฟอร์ เบญจกุลแล้วก็ต้องบอกว่าเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ ดำเนินไปตามความคาดหมาย และไม่มีอะไรร้ายแรงเกินกว่าที่ควรจะมี

ต่อจากบางกอก คบเพลิงที่ไม่ค่อยมีใครคบคราวนี้จะเดินทางไปมาเลเซีย, สิงค์โปร์, อินโดฯ, ฟิลิปปินส์ ก่อนจะไปที่ออสเตรเลีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ดูท่าว่าไม่น่าจะมีอะไร

จะไปจี๊ดกันอีกทีก็ทันทีที่คบเพลิงเข้าสู่เกาะญี่ปุ่นนั่นแหละ

อย่างที่รู้กันว่าญี่ปุ่นและจีนมีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ความเป็นชาติของพวกเขายอมให้ความเป็นชาติของอีกผ่ายไม่ค่อยได้ อีกทั้งคนญี่ปุ่นมีความคิดทางสังคมค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงน่าจับตามองว่าคบเพลิงที่โตเกียวจะสว่างไสวสักแค่ไหน

แต่ใช่ว่าจบจากญี่ปุ่นแล้ววิบากกรรมคบเพลิงนี้จะสิ้นสุด เมื่อยังเหลือประเทศโจทก์ของจีนอย่างเกาหลีและไต้หวันรออยู่

น่าสนใจว่าคบเพลิงนี้จะกลับไปสู่บ้านของมันในสนามกีฬารังนกของปักกิ่งได้ครบสามสิบสอง (สมมติว่ามันมีสามสิบสอง) หรือไม่

เลโนโว บริษัทอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ของจีนผู้ออกแบบคบเพลิงครั้งนี้อวดว่า คบเพลิงรุ่นใหม่นี้เป็นคบเพลิงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการผลิตขึ้นมา เรียกว่าลมแรงยังไงไฟก็ไม่ดับ (ถ้าไม่แรงระดับลมพายุโซนร้อน) ฝนตกขนาดไหนก็ไม่ดับ (ถ้าไม่หนักระดับฝนพายุไต้ฝุ่น) แถมยังมีเปลวไฟที่สวยงามสม่ำเสมอ แดดจัด แดดอ่อน ยังไงก็ถ่ายรูปเห็นเปลวไฟเสมอ

ไม่รู้เพราะความพิเศษนี้หรือเปล่าที่ทำให้คบเพลิงแสนวิเศษนี้ถูกทดสอบด้วยลมและฝนอีกแบบหนึ่ง

นั่นคือห่าพายุแห่งกระแสสำนึกในสิทธิมนุษยชนที่กำลังพัดโหมรุนแรง

รุนแรงจนถึงขั้นจะไม่มีใครคบคบเพลิงแห่งมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติทั้งที่ไฟของจริงยังไม่ถูกจุดในสนามด้วยซ้ำ

โปรดติดตามกันต่อไป


Responses

  1. เราไม่เคยสนิทกับคบเพลิงมาก่อน เลยไม่รู้ว่าจะคบหรือไม่คบมันดี
    แต่ใครไม่คบ สมก็คบนะ

    มาตลกกับเรื่องที่ไม่รู้สึกรู้สมด้วย
    (จะมีใครหาว่าไม่มีจิตสาธารณะไหมนะ)

    เอ่อ พิมพ์ดีดมันยี่ห้อโอลิมเปียไม่ใช่เหรอ
    โอลิมปัสมันกล้อง!
    (ที่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้น่ะ)

  2. -ขอแก้ไขข้อมูล-
    โอลิมปัสมันมันกล้อง!
    ถ้าพิมพ์ดีดต้องโอลิมเปีย
    โอวัลติลเป็นเครื่องดื่ม (ตอนนี้มีเสริญธัญพืชห้าชนิดด้วย)

    ต๊ะนรก

  3. เห็นประวัติศาสตร์เขาว่า
    เมื่อมีมหกรรมกีฬาที่ชื่อว่าโอลิมปิคเมื่อไร
    ประเทศใดที่กำลังรบรากันอยู่ จำต้องเว้นวรรคไว้
    แถมส่งนักก๊ฬาเข้าแข่งขันกัน (ไม่รู้ว่าหันมารบกันทางกีฬามากกว่ารึเปล่า)
    ดูแล้วแมนดี มีสติพอที่จะแยกเรื่อง วางเป็นเรื่องๆ

    มาสมัยนี้ เห็นแบบนี้
    ไม่รู้ว่าแบบไหนแมนกว่า กับการที่ “กูไม่สน มึงผิดก็คือผิด”
    หรือเขามองกีฬาเป็นเครื่องมือ
    หรือมองว่าอีกฝ่ายใช้เป็นข้ออ้าง
    โอลิมปิคครั้งนี้ จีนมองอะไรมากกว่าการประชาสัมพันธ์ประเทศรึเปล่าหนอ

    ไม่รู้ว่าคนสมัยไหน แมน กว่า

    ปล.
    โอเลย์ เป็นเครื่องสำอางค์
    โอเล กุน่า โซจา เป็นนักฟุตบอล
    โอโอเอ็ม เป็นนิตยสารผู้หญิงกุ๊กกิ๊กรายเดือน

    โอ..พอสักที ให้มันจบที่คอมเมนต์นี่เถอะ เป็นคำขอร้อง

  4. โอลิมปิคเป็นทั้งการแข่งกีฬาของมวลมนุษย์
    เป็นทั้งเวทีแสดงออกทางความคิดของหลายๆ ฝ่าย
    เป็นทั้งการประกาศตัวเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกของเจ้าภาพ
    รวมทั้งฟื่นฟูเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ด้วย
    และมันยังเคยเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพ
    ที่ต้องคอยดูต่อไปว่า โอลิมปิกคราวนี้
    เครื่องมือที่ว่านี้จะทำงานหรือเปล่า

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นนักฟุตบอลที่สะกดชื่อถูกนะแบงค์


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: