บทที่ 1 อยู่คนเดียวถ้ามันดีกว่า บอกลาคำเดียวก็พอ
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม นิยมอยู่กันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่คณะ เหมือนช้างที่ชอบอยู่กันเป็นโขลง หรือลิงที่อยู่กันเป็นฝูง ผมไม่แน่ใจว่าจะมีช้างเชือกไหน หรือลิงตัวใดที่อยากอยู่ลำพังเพียงตัวเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลยบ้างหรือเปล่า แต่มนุษย์บางคนก็ตกอยู่ในภาวะที่ต้องอยู่คนเดียว ทั้งการอยู่คนเดียวด้วยความจำเป็นเพราะไม่มีใครอยู่ด้วย หรือพวกที่สมัครใจอยู่คนเดียวเพราะไม่อยากอยู่กับใคร ภาวะอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนล้วนต่างเคยประสบภาวะอยู่คนเดียวมาแล้วมากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป
ด้วยรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ที่กำหนดให้เราต้องการการเชื่อมต่อ ไม่มีใครอยากอยู่คนเดียว เราทุกคนล้วนต้องการใครสักคน (หรือหลายๆ คน) ที่เอาไว้คอยเชื่อมโยงและทำหน้าที่มนุษย์ในบทบาทที่ต่างกัน เราต้องการครอบครัวไว้ฟูมฟักตัวตน เราต้องการเพื่อนไว้คลายเหงา เราต้องการคนรักไว้เพื่อทำให้หัวใจอบอุ่น เราต้องการผู้หลักผู้ใหญ่ไว้เจริญรอยตามและถอนหงอก เช่นเดียวกับที่เราต้องการเด็กๆ เอาไว้ให้รัก โดยเฉพาะมนุษย์ที่กลายมาเป็นนางสาวไทยหรือดาราขวัญใจมหาชนนั้นต้องการเด็กๆ เอาไว้ให้รักและแสดงความรักจำนวนมากกว่าปกติสักหน่อย มนุษย์จึงแสดงพฤติกรรมต่างๆ กันกับมนุษย์ด้วยกัน โลกที่ไม่ได้เป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์ขี้ตู่เรียกว่าโลกมนุษย์จึงหมุนมาได้จนทุกวันนี้ ทั้งหมดนี้ล้วนยืนยันในสิ่งที่สำนวนฝรั่งบอกว่า ‘Everybody needs a friend’ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเราต้องการมากกว่า friend และควรจะเป็น ‘Everybody needs somebody’ มากกว่า แต่ว่าช่างสำนวนมันเถอะ
ดังที่กล่าวไปเมื่อสองย่อหน้าที่แล้วว่า มนุษย์บางคนก็เลือกที่จะอยู่คนเดียวเป็นหลัก พวกเขามีครอบครัวแต่เลือกที่จะไม่อยู่กับครอบครัว อาจจะมีคนรักแต่ก็ยังไม่ได้อยู่คนรัก หรืออาจจะเตลิดไปไกลถึงขั้นเชื่อว่าคนรักกันไม่ต้องอยู่ด้วยกันก็ได้ ความคิดบ้าๆ ซึ่งขัดกับพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์นี้มีอยู่จริง อย่างน้อยๆ ผมซึ่งเป็นผู้ผลิตตัวอักษรบนหน้ากระดาษนี้ก็เป็นคนคนนั้น ผมเป็นลิงอินดี้ที่ไม่อยากอยู่กับฝูง ผมเป็นช้างที่ไม่มีพรรคพวก ผมอยากเป็นอย่างกวางผาที่กำลังสูญพันธ์และอยู่ตัวเดียวได้ในป่าสูง ผมอยู่คนเดียว และผมกำลังเขียน (พิมพ์) เรื่องของการอยู่คนเดียว แน่นอน, ผมตั้งชื่อว่า ‘คู่มือการอยู่คนเดียว’ แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่คู่มือ เพราะคู่มือจะทำหน้าที่ของมันเมื่อมีคนนำไปปฏิบัติได้จริง แต่ผมไม่แน่ใจว่าคู่มือนี้จะนำไปใช้ได้จริงมากน้อยแค่ไหน หรือว่ากันให้ถึงที่สุดคือมันใช้ได้จริงๆ หรือเปล่า แต่ช่างผมเถอะ ผมชอบชื่อนี้ไปแล้ว
ดังนั้นสิ่งที่ ‘คู่มือการอยู่คนเดียว’ เป็นก็คือบันทึกชีวิตของลิงอินดี้ตัวหนึ่งที่หน้าตาดีปานกลาง และรักเด็กเฉพาะตอนที่เด็กไม่งอแงที่ได้เรียนรู้ชีวิตของการอยู่คนเดียว แบบชายเดี่ยวมือหนึ่งมาตลอดเวลาหลายปี
เมื่อย้อนกลับไปดูมูลเหตุของการที่ผมแยกตัวออกจากครอบครัวเพื่อมาอยู่คนเดียวแล้วก็พบว่ามันช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกพอๆ กับน่าสมเพช เพราะว่าแรกเริ่มเดิมทีผมไม่ได้โหวตตัวเองออกจากบ้านเพราะอยากอยู่คนเดียว แต่ผมออกจากบ้านเพราะอยากอยู่สองคนต่างหาก
เล่าอย่างไม่อายว่า ตอนนั้นผมมีคนรัก เราคบหาดูใจกันมานานพอจนแน่ใจว่าเราอยากอยู่ด้วยกันและเราอยู่ด้วยกันได้ ก่อนที่จะตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ ผมมีไอเดีย (ที่ไม่ดี) ว่าเราน่าจะทดลองอยู่ด้วยกันแบบไปเช้า-เย็นกลับ หรือเย็นมา-ดึกๆ กลับก่อนเพื่อเป็นการทดสอบว่าชีวิตคู่ของเราจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ดังนั้นผมจึงกราบลาบุพการี เก็บข้าวของแล้วออกมาเช่าห้องพักเล็กๆ อยู่คนเดียว โดยมีคนรักแวะเวียนมาทดลองงานด้วยอยู่เป็นระยะ ถ้าเป็นคอนเสิร์ตหรือละครเวทีก็น่าจะเป็นการใช้ชีวิตแบบรอบ ‘Run-Through’ ซ้อมใหญ่เพื่อทดสอบปัญหาต่างๆ
มีข่าวดีและข่าวร้ายเกิดขึ้นหลังจากนั้น ข่าวดีคือรอบ ‘Run-Through’ ของเราราบรื่นดีไม่มีปัญหาอะไรติดขัด แต่ข่าวร้ายคือความรักของเรากลับมีปัญหาและติดขัดแทน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ผมกับคนรักก็มีอันต้องเลิกราด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองฝ่าย ที่น่าขำขันขมขื่นก็คือ เราบอกลากันในห้องนั้น บ้านเล็กๆ กะทัดรัดของนักศึกษาฝึกงานด้านชีวิตครอบครัวหนุ่ม-สาว สองคน
ตอนที่เธอเดินออกจากห้องไป ผมเดินไปส่งเธอที่ประตู เรายืนอยู่หน้าประตูบานนั้นแล้วกล่าวคำอวยพรให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ของเราสองคน และเมื่อถึงเวลา เธอก็เดินหันหลังจากไปและไม่หันกลับมาอีกเลย ผมรู้ว่าเธอคงเจ็บปวดที่ต้องบังคับตัวเองไม่ให้หันกลับมา ผมจึงเลือกที่มองด้านหลังของเธอหายจนลับลงบันไดไป มันเป็นภาพสุดท้ายของคนที่หลุดลอยออกจากชีวิตของผม
ที่ประตูบานนั้น ผมรู้ได้ทันทีว่า พลันที่ผมก้าวกลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู โลกของผมจะเปลี่ยนแปลงไป โลกของคนสองคนจะกลายเป็นโลกที่มีผู้อยู่อาศัยเพียงคนเดียว และเป็นคนเดียวที่กำลังเจ็บปวดใจสลาย
ผมก้าวเข้าไปในห้อง ค่อยๆ ปิดประตู เสียงบานพับประตูดังเอี้ยดอ้าดอ้อยสร้อยราวกับรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ทันทีที่ผมกดปุ่มล็อกประตู ผมเริ่มต้นการอยู่คนเดียวนับตั้งแต่นาทีนั้น
นับจนถึงนาทีนี้ผมอยู่คนเดียวมาแล้ว 3,153, 600 นาทีโดยประมาณ แต่ผมยังจำนาทีแรกของการอยู่คนเดียวนั้นได้ เพราะมันเริ่มต้นที่ความเจ็บปวดแทนที่จะเป็นความสุขสมหวัง
แถมความเจ็บปวดที่ว่านั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นในนาทีนั้นนาทีเดียว แต่มันเกิดขึ้นในนาทีอื่นๆ ให้หลังอีกหลายนาที เกิดขึ้น จบลง แล้วเกิดขึ้นอีก แล้วจบลงอีก เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด แต่ผมก็ผ่านมันมาได้จนถึงนาทีนี้ด้วยตัวผมเองและคนอื่นอีกอย่างละนิดละหน่อย
คราวหน้าผมจะบอกว่านาทีแรกๆ ของการอยู่คนเดียวนั้นเริ่มต้นอย่างไร แต่คราวนี้สิ่งที่ผมได้ก็คือบางครั้งถ้าอยู่หลายคนหรืออยู่สองคนมันลำบากนัก
บางทีอยู่คนเดียวก็อาจจะดีกว่า
(ชื่อตอนนำมาจากเพลง ‘อยู่คนเดียว’ ของไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว)
———————————————————————————————————
บทที่ 2 อยู่คนเดียวให้เข็ด น้ำตาแทบเล็ด มันเจ็บมันร้อน ต้องทนให้อยู่
อย่างที่บอกไปว่าแทนที่จะเริ่มต้นการอยู่คนเดียวด้วยความแปลกใหม่ เต็มไปด้วยความหวังและท้าทายอย่างที่ควรจะเป็น การณ์กลับกลายเป็นว่าผมจำต้องเริ่มต้นการอยู่คนเดียวด้วยการใช้ฝ่ามือน้อยๆ ปาดน้ำตาป้อยๆ ด้วยผิดหวังในความรัก จากที่ระเห็จออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวเพื่อเป็นการฝึกซ้อมการอยู่เป็นครอบครัวเชิงเดี่ยวระดับเล็กกับคนรัก บัดนี้ผมต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเต็มความหมาย
ผมใช้คำว่าอยู่คนเดียวอย่างเต็มความหมายเพราะว่า มันมีความแตกต่างอยู่มากระหว่างการอยู่คนเดียวโดยที่เรารู้ว่าเรามีใครสักคนอยู่ตรงไหนสักแห่งที่พอเอื้อมถึงหรือไปหาได้กับการอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ถ้าเป็นอย่างแรกต่อให้คุณพบว่ามีคุณอยู่คนเดียวในบ้านคุณก็ไม่รู้สึกถึงความอ้างว้างจนเกินไปนัก คุณยังพออุ่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดคุณก็ยังมีใครสักคน
แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง การอยู่คนเดียวเปรียบเสมือนฝันร้าย เมื่อคุณพบว่าต่อไปนี้ชีวิตคุณจะไม่มีใคร ไม่เหลือใครอีกแล้ว การอยู่คนเดียวก็เหมือนการติดอยู่บนเกาะร้างดีๆ นี่เอง และเมื่อรู้ตัวว่าคุณอยู่คนเดียวบนเกาะร้าง สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือการทำใจ ยอมรับความจริงให้ได้
นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการอยู่คนเดียว การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจะทำให้คุณตั้งสติได้ ยิ่งยอมรับได้เร็วยิ่งตั้งสติได้เร็ว เมื่อมีสติคุณก็จะรู้ว่าจะหาทางผ่านพ้นภาวะโดดเดี่ยวไปได้อย่างไร
ถ้าคุณติดเกาะร้าง สิ่งแรกที่คุณควรทำหลังจากตั้งสติได้แล้วก็คือออกสำรวจภูมิประเทศของเกาะที่คุณพลัดหลงไปติดอยู่ว่ามีที่ไหนพอให้อยู่อาศัยหลบภัยต่างๆ บ้างหรือจะหาของกินหรือน้ำดื่มได้จากตรงไหน แต่ถ้าคุณติดเกาะทางความรู้สึกการสำรวจจิตใจหรือแม้กระทั่งสำรวจที่อยู่อาศัย- เกาะของคุณ เป็นเรื่องสำคัญ
คืนแรกของการอยู่คนเดียวในเกาะร้างของผม ผมอธิบายให้ตัวเองเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต และผมต้องเจอกับอะไรบ้างนับจากนี้
ผมบอกตัวเองด้วยคำสั้นๆ- จงเข้มแข็ง
มีเรื่องราวมากมายที่ต้องใช้ความเข้มแข็งเป็นยารักษา ทั้งเรื่องใหญ่ๆ และเรื่องเล็กๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างการนอนให้หลับในคืนแรก
ในวันแรกของการอยู่คนเดียว ไม่ว่าคุณจะอยู่คนเดียวด้วยเหตุใด หลังจากจัดการเรื่องทั่วๆ ไปอย่างการเก็บข้าวของ จัดห้องหับเรียบร้อยดีแล้ว (แม้ว่าจริงๆ มันจะยังไม่เรียบร้อยก็เถอะ) อุปสรรคที่เปรียบเสมือนยักษ์ตนแรกที่คุณจะต้องเผชิญก็คือการนอน ในวงเล็บนอนให้หลับ
การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดที่คนเราสามารถทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นคืนแรกของการนอนในสถานที่แปลกใหม่นับว่าเป็นเรื่องยากเอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภูมิคุ้มกันความแปลกใหม่ต่ำ และเคยชินกับอะไรเดิมๆ ได้ง่ายเช่นเป็นคนนอนติดที่ ติดเตียง ติดหมอน ติดว่าต้องให้คุณแม่เล่านิทานให้ฟังก่อนนอน หรือแม้แต่ติดว่าเมื่อหันไปจะพบใครคนหนึ่งนอนอยู่ข้างๆ ถ้าคุณเป็นคนลักษณะดังกล่าวกิจกรรมง่ายๆ อย่างการนอนให้หลับจะกลายเป็นเรื่องยากบรรลัยยิ่งกว่าการทำให้คนไทยรักกันโดยไม่แบ่งสีเหลือง สีแดงขึ้นมาทันที
จากที่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย และนอนง่าย ผมเพิ่งรู้ตัวเองจากการอยู่คนเดียวว่าแท้จริงแล้วผมเป็นคนนอนหลับยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จิตใจไม่มั่นคง ไร้ความเสถียรการนอนให้หลับแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
พลันที่ปิดไฟ ล้มตัวลงนอน ความคิดในหัวของผมก็พลุ่งพล่าน ส่วนใหญ่วนเวียนวกวนอยู่แต่กับเรื่องความชอกช้ำซ้ำซากของตัวเอง ความมืดพาผมจินตนาการไปสู่โลกอีกใบหนึ่งที่สะเปะสะปะ ไร้ระเบียบแบบแผน ผมคิดถึงอดีตที่เดินทางผ่านไปแล้ว ทั้งผู้คน ความรู้สึกและเหตุการณ์ต่างๆ ปัจจุบันขณะคือผมกำลังนอนก่ายหน้าผาก น้ำตารื้นอยู่ในบ้านใหม่ที่ยังต้อนรับผมเหมือนคนแปลกหน้า
มันเป็นความรู้สึกเจ็บลึกๆ อย่างที่ผมไม่เคยค้นพบมาก่อน
เมื่อรู้ตัวเองว่านอนไม่หลับ ผมก็ลองแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ นานาที่มีคนเคยแนะนำมาเช่นดื่มน้ำหรือนมอุ่นๆ สักแก้วจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น ผลก็คือดันดื่มน้ำมากไป ท้องอืด นอกจากนอนไม่หลับ อกหักแล้วผมยังกลายเป็นอึ่งอ่างท้องอืดที่พุงป่องน่าเกลียดอีกต่างหาก ช่างน่าสมเพชเสียจริงๆ
นอกเหนือไปจากความรู้สึกไม่คุ้นชิน แปลกที่ หรือแม้แต่เสียอกเสียใจที่ทำให้คนเรานอนไม่หลับได้นั้น ความมืดและความรู้สึกกลัวความมืดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พวกมือใหม่ หัดอยู่คนเดียวต้องเผชิญและต้องผ่านมันไปให้ได้
อันว่าความมืดที่ทำให้เราจินตนาการไปได้ไกลถึงไหนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจินตนาการที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์อย่างเรื่องผีๆ สางๆ นั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงหรือจินตนาการได้ ไม่ค่อยมีใครที่ตกอยู่ในความมืดแล้วจะจินตนาการถึงเรื่องดีๆ อย่างสูตรแคลคูลัสแบบใหม่ หรือวิธีหาค่าพาย
มืดทีไรเป็นได้นึกถึงแต่ผี
ผมเองก็ผ่านเรื่องผีๆ สางๆ ในจินตนาการอันเกิดจากความมืดมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน จนแทบจะกลายเป็นเพื่อนสนิท เปล่า, ผมไม่ได้สนิทกับผี เพราะมันไม่มีผีอะไรเลย แต่ความรู้สึกกลัวผีต่างหากที่ผมรู้จักมักจี่จนถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิท ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป
แต่สำหรับครั้งนี้ ผมเพียงแต่พาความว้าเหว่ และความรู้สึกแปลกที่มาให้คุณรู้จักในฐานะเพื่อนคนแรกที่นักอยู่คนเดียวทั้งหลายต้องรีบทำความรู้จักและตีสนิทเอาไว้
แน่นอนว่า เพื่อนคนนี้คบยากๆ แรกๆ อาจทำให้คุณต้องช้ำใจบ้าง แต่เชื่อผมเถอะว่านานๆ ไปมันจะเป็นเพื่อนที่ดีของคุณไปตลอด
เพราะจะมีเพื่อนสักกี่คนกันเชียวที่เมื่อพบกันครั้งแรกก็สอนบทเรียนสำคัญให้เรา
บทเรียนนั้นก็คือ ความเข้มแข็ง
(ชื่อตอนนำมาจากเพลง ‘อยู่คนเดียว’ ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์)
———————————————————————————————————
บทที่ 3 ผี…ที่ใครๆ ว่าร้าย ร้ายยังไม่เท่าเธอ ผี….หรือเธอถ้าเลือกเจอ ฉันยอมเลือกเจอผี
อย่างที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าใครไม่ได้อ่านก่อนหน้านี้ ผมบอกให้อีกทีก็ได้ว่าบทเรียนแรกๆ ที่เราต้องเรียนรู้และต่อสู้ก็คือ ความกลัวที่เกิดขึ้นตอนที่เรากำลังจะปิดไฟนอนท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ตกอยู่ในภาวะแบบนั้น ใครไม่กลัวหรือไม่รู้สึกหวาดหวิวอะไรบ้างเลยก็คงมีใจคอเข้มแข็งผิดมนุษย์ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ถือเป็นสัตว์สังคมที่จะรู้สึกปลอดภัยก็ต่อเมื่อได้อยู่รวมกลุ่มกัน แม้การนอนหลับอาจเป็นเรื่องปัจเจก ของใครก็ของมัน หมอนใครก็หมอนมัน แต่มันก็คงอุ่นใจกว่าหากเรามีใครสักคนนอนอยู่ข้างๆ
แต่คนบางจำพวกที่ถูกสาปให้อยู่คนเดียว การนอนให้หลับในห้องหับที่เราเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวนั้นเป็นเรื่องยากลำบากกว่าหลายเท่า เพราะมีเรื่องให้เราต้องต่อสู้มากมายเกินไปในขณะที่ร่างกายของเราบอกว่ามันต้องการการพักผ่อนเต็มที่แล้ว
ความมืดและความรู้สึกไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากภาวะแปลกที่แปลกทางนั้นเป็นตัวการสำคัญของเรื่องนี้
เมื่อเราปิดไฟ ความมืดก็เข้ามาครอบคลุม แม้ในความมืดจะไม่อนุญาตให้เรามองหามองเห็นสิ่งใดได้ถนัดชัดตานัก แต่น่าแปลกที่มันกลับปลุกกระตุ้นจินตนาการของคนเราให้เตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนได้มากมายอย่างที่คุณเองก็ไม่อาจเชื่อ และแน่นอนว่า ‘ผี’ มักจะเป็นเรื่องที่รออยู่ ณ ปลายทางของจินตนาการในความมืดนั้นเสมอ ผมยังไม่เคยเห็นใครอยู่ท่ามกลางความมืดแล้วจินตนาการถึงมิคกี้ เมาส์หรืออดีตนายกฯ ทักษิณ (หรือถ้ามีใครจินตนาการดังว่านี้ช่วยบอกด้วย ผมอยากรู้จัก)
ในคืนแรกแห่งการอยู่คนเดียวของผม ผมก็เหมือนคนทั่วไป ที่ย่อมไม่พ้นการหวาดกลัวผี ทั้งที่เกิดมาครึ่งชีวิตแล้วก็ยังไม่เคยเห็นหรือมีประสบการณ์เจอผีแบบจะแจ้งสักที (แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ต้องการเจออยู่ เรื่องบางเรื่องไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้) ผมยังจำได้ดีว่าในคืนแรกนั้นผมตั้งใจสวดมนต์แบบที่ไม่เคยตั้งใจเท่านี้มาก่อน นึกบทสวดไหนได้ก็สวดมันอย่างบ้าคลั่ง เขาให้สวดสามรอบ-สามจบ แต่ผมกลัวไม่ขลัง กลัวว่ามีบางบทที่อาจสวดผิดสวดถูก และส่งผลกระทบให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่อำนวยอวยพรผม ผมก็เลยสวดแถม-สวดวนมันอยู่อย่างนั้น จนแน่ใจว่าเจ้าที่เจ้าทางแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงเห็นใจในความปอดแหกของผมดีแล้วจึงตัดสินใจปิดไฟนอน
แต่พลันที่ล้มตัวลงนอนมองเพดานห้องที่บัดนี้ความมืดเข้ามาปกคลุมผมก็รู้ตัวเองได้ทันทีว่าคืนนี้คงจะนอนหลับยากเป็นแน่แท้ เพราะใจมันกระวนกระวายซ้ำวนอยู่แต่ว่าจะมีผีไหมหนอ ผีจะหลอกไหมหนอ หรือถ้าผีหลอกจะทำยังไงดีหนอ ฯลฯ
มาคิดๆ ดูผมก็อดสงสัยปนขำตัวเองไม่ได้ว่าตกลงแล้ว ผมอยากเจอหรือไม่อยากเจอผีกันแน่ ถ้าไม่อยากเจอใยจึงเฝ้าเวียนวนครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องผีๆ สางๆ ก็ไม่ทราบได้
ลงท้าย คืนนั้นผมก็หมดท่า กลัวผีเสียจนนอนไม่หลับ และลุกขึ้นไปเปิดไฟห้องก่อนจะนอนเล่นๆ และผล็อยหลับไปในตอนเกือบรุ่งเช้า
คุณก็อาจเป็นอย่างผม แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเวลาผ่านไป อาการกลัวผีตอนนอนของคุณก็จะทุเลาขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับความคุ้นเคยในสถานที่ที่พอกพูนขึ้นตามวันเวลา ในเวลาต่อมาคุณไม่จำเป็นต้องเปิดไฟนอนให้ไฟเผาหน้าและเปลืองค่าไฟฟ้าอีกแล้ว คุณอาจจะเริ่มหาโคมไฟเล็กๆ มาเปิดพอให้เกิดความสลัวรางแทนไฟดวงหลัก คุณอาจลดจำนวนบทสวดมนต์ลง จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปนานมากพอ คุณก็อาจไม่จำเป็นต้องเปิดไฟดวงใดอีก หรือกลับมาเป็นคนที่ไม่เคยคิดจะสวดมนต์ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อีกครั้ง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าบททดสอบในวิชา ‘นอนไม่หลับเพราะกลัวผี’ จะหมดไปได้ง่ายๆ หรอก คุณแค่สอบผ่านในระดับข้อเขียนหรือไม่ก็ปรนัยเท่านั้น ยังมีบททดสอบที่หนักหนาสาหัสกว่าในระดับสอบปฏิบัติหรืออัตนัยรอท่าอยู่ นึกหรือว่าผีมัน…เอ๊ย…พี่เขาจะยอมลดราวาศอกง่ายๆ
จริงอยู่ คุณเอาชนะความมืดได้แล้ว แต่ด่านต่อไปก็คือความคิดของคุณที่มักจะหลอกคุณเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คนที่อยู่คนเดียวทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นฝึกหัด คงต้องผ่านเรื่องที่ผมจะยกตัวอย่างทำนองนี้
เงาวูบไหวนอกหน้าต่าง- ‘เอ๊ะ นั่นเงาอะไร หรือว่า…’
เสียงไม้ลั่น หรืออะไรสักอย่างดังเปรี๊ยะ- ‘เอาล่ะสิ เสียงอะไรวะ หรือว่า…’
เสียงใครเดินอยู่หน้าห้องเรา- ‘ไม่นะ…หรือว่า…’
ยอมรับกันอย่างไม่อาย (เพราะคงไม่มีอะไรให้ขายหน้าได้มากกว่าที่ผ่านมาอีกแล้ว) ว่าผมนั้น
ผ่านเหตุการณ์ขั้นต้นมาหมดแล้ว และผมก็แทนค่าจุดไข่ปลาสามจุดหลังคำว่า ‘หรือว่า…’ นั้นด้วยคำว่า ‘ผี’ มาหมดแล้วเช่นกัน
แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อเวลาผ่านไปมากพอ คุณก็จะพบว่าปรากฏการณ์ทั้งสามนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเงาผ้าที่ตากไว้หลังห้องปลิวยามลมพัด หรือไม่ก็เป็นเสียงโต๊ะไม้ยางพาราที่ขยายตัวเมื่ออากาศเย็นเพราะคุณเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่เสียงรองเท้าที่วางไว้หน้าห้องมันพลัดตกลงมา เมื่ออยู่ไปนานๆ เข้า คุณจะเห็นเองว่าทุกอย่างไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อนเกินธรรมชาติ
ผมนั้นโดนทดสอบหนักถึงขั้นที่ว่า อยู่ๆ วันหนึ่งก็มีน้องคนหนึ่งหวังดี (หรือหวังร้ายก็ไม่รู้มัน) โทรมาบอกว่าหอพักที่ผมอาศัยอยู่นั้นเพิ่งมีนักศึกษาผูกคอตาย ทำเอาผมนอนไม่หลับ (และกลับมาสวดมนต์-เปิดไฟนอนอีกครั้ง) ไปคืนหนึ่ง ก่อนที่มันจะบอกในเช้าวันรุ่งขึ้นว่าจำผิดหอ…ดูมันทำกับผม
ดังนั้น วิธีที่ผมอยากแนะนำในคืนแรกๆ ของการอยู่คนเดียวก็คือ คุณต้องมองฝ่าเข้าไปในความมืด เพราะถ้าคุณเคยมองความมืด คุณย่อมจะรู้ว่าธรรมชาติของการมองฝ่าความมืดนั้นสอนอะไรเราบางอย่าง นั่นก็คือเมื่อความมืดเริ่มต้น คุณจะเห็นแต่ความมืดมนอนธกาล แต่ครั้นสายตาของคุณปรับให้เข้ากับความมืดนั้นได้แล้ว คุณก็จะมองเห็นอะไรอะไรได้ชัดขึ้น ทั้งหมดที่ผมกำลังจะบอกคุณก็คือ ผีหรือเรื่องน่าหวาดหวั่นทั้งหลายนั้นเกิดจากจิตของเราที่ไหวเอนไปเอง การทำจิตให้เข้มแข็งอันเปรียบเสมือนการมองฝ่าความมืดนั้นจะเป็นทางออกของเรื่องนี้ได้ ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าจิตของเราที่สั่งให้กลัวไปเองหรอก
และความน่ากลัวที่แท้จริงของการอยู่คนเดียวยังมีอีกมากและไม่ใช่ผี
(ชื่อตอนนำมาจากเพลง ‘กุ๊ก กุ๊ก กู๋’ ของวงเอ๊กซ์ วาย แซด)
———————————————————————————————————
อยากอ่านต่อตอนต่อไป ว่าการอยู่คนเดียวมันต้องทำยังไงบ้าง อิอิ
By: ชาละเดือน on May 18, 2009
at 4:11 am
อ่านแล้วอยากบอกว่าเราคงอยู่คนละฟา่กกับต๊ะเลย เราไม่ได้อยู่คนเดียวนานมากจนเวลาได้อยู่คนเดียวจะนึกไม่ออกว่าทำอะไรก่อนดี
By: แม่ผีเสื้อและหนอน on June 14, 2009
at 5:45 pm
อ่านแล้วอินเพราะอยู่คนเดียวเยอะค่ะ
รออ่านต่อค่า
By: yodmanudying on June 23, 2009
at 6:41 am
รออ่านตอนต่ออย่างใจจดใจจ่อครับ พี่เผ่าจ้าว ^^
By: SoundSynDrome on June 30, 2009
at 2:41 pm
งืมมม เหตุการณ์คล้ายกันเรยค่ะ
แต่พอดีหนูเปงผู้หญิง ที่ต้องกลับมาอยู่ตัวคนเดียว
ตอนนี้…อาศัยการตั้งเวลาปิดทีวี เพื่อกล่อมให้ตัวเองหลับในห้องที่อยู่คนเดียวค่ะ
By: อีกคนที่อยู่คนเดียว on July 20, 2009
at 7:47 am
เปลืองไฟเหมือนกันนะครับ แต่ก็ค่อยเป็นค่อยไปนะ วันหนึ่งก็คงหลับได้โดยไมต้องอะไรให้ปิด ให้เปิด หรือให้ใครมากล่อมเรา เราเกิดมากรนคนเดียวก็ต้องกล่อมตัวเราคนเดียวครับ
By: chakkraphan on August 14, 2009
at 4:01 pm
สรุปจากที่อ่านคือ ช่วงทดลองอยู่ด้วยกันนี้ก็นอนคนเดียวได้ในบางคืน หลับได้สบาย แต่พอวันต่อๆไปเขาจะไม่มาแล้วกลับนอนคนเดียวไม่หลับซะงั้น ที่นอนก็ที่นอนเดิมแต่เปลี่ยนสถานการณ์
อารมณ์ว้าเหว่แบบนี้คนไม่มีแฟนเข้าใจยาก
แต่อยู่คนเดียวแบบปกติไม่ได้ยากขนาดนั้น คนเดียวไม่ได้แปลว่าโดดเดี่ยว ยิ่งปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือแล้ว
ขอแค่จะมีใครสักคนที่จะวิ่งจี๋มาหาเรากลางดึกเมื่อมีสัญญาณขอความช่วยเหลือด่วน (หรืออย่างน้อยโผล่มาตอนเข้าก็ยังดี)
หรือใครสักคนที่จะมากู้ศพเราได้ก่อนที่จะอืดหรือโดนหมาแทะไปครึ่งหนึ่ง (ขออภัยหากกำลังทานอาหาร)
ใครสักคนจะเป็นพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงคนรัก ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านเดียวกัน ตัวติดกัน
เราไม่โดดเดี่ยวหรอกค่ะ เหงาหน่อยเดี๋ยวก็ชิน
ส่วนเรื่องกลัวผี ต้องพิสูจน์ให้ชัดค่ะ เดินไปดูเลย ยอมเสี่ยงหัวใจวายดีกว่าที่จะนอนไม่หลับทรมานทั้งคืน
ข้อดีของการอยู่คนเดียวก็มีนะคะ อยากให้เขียนมาให้อ่านบ้างจัง
(ปัจจุบันเมมเบอร์กู้ชัพนเรนทร1669ไว้เผื่อลื่นล้มในห้องน้ำ แต่ก็ต้องตะกายมาให้ถึงมือถือให้ได้ก่อนอยู่ดี)
By: ffr on September 14, 2009
at 5:13 pm
ชอบจัง เดี๋ยวบุ๊คมาร์คไว้ก่อน
By: ekkavit on October 19, 2009
at 5:54 am